Saturday, November 22, 2008

Reinvent Your PC: เครื่องเก่ายังมีค่า อย่าทิ้ง

Reinvent Your PC: เครื่องเก่ายังมีค่า อย่าทิ้ง
โดย By: John Delaney เรียบเรียงโดย : มโนมัย ไชโย

อย่าปล่อยเครื่องเก่าของคุณทิ้งไว้เฉยๆ เพราะเรามี 9 วิธีคืนชีพพีซีที่คุณปลดประจำการแล้ว ให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง

Upgrade Advisor ของวิสต้าเผยสิ่งที่คุณเองก็คาดไว้อยู่แล้ว ให้ชัดเจนขึ้น นั่นคือพีซีเครื่องเก่าเก็บของคุณไม่ดีพอที่จะรันระบบปฏิบัติกา รตัวใหม่นี้ แน่นอนว่าการอัพเกรดอุปกรณ์บางอย่างภายในเครื่องอาจช่วยได้ แต่ในทางปฏิบัติกับพีซีนับสิบ ร้อย หรือพันเครื่องในบริษัท คงเป็นงานที่หนักหนาสาหัสสำหรับฝ่ายไอทีอยู่เหมือนกัน ประกอบกับระบบรุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับวิสต้า ชนิดยกตั้งแล้วใช้งานได้เลย ก็มีราคาไม่แพง (ราว 17,500 บาท) ทำให้ตัวเลือกอย่างหลังนี้ดูจะเป็นทางออกที่เข้าท่ากว่า และก็เป็นทางเลือกที่บริษัทส่วนใหญ่เลือกใช้

คุณอาจยังไม่สนใจวินโดวส์วิสต้าในตอนนี้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ยังไงคุณก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบปฏิบัติการตัวใหม่นี้อยู่ดี ประเด็นก็คือ คุณจะทำอย่างไรกับเครื่องเก่าที่ปลดประจำการไป จะตั้งทิ้งไว้เฉยๆ ในมุมมืดภายในห้องเก็บของที่อุดมไปด้วยฝุ่นซึ่งร้อยวันพันปีไม่ เคยมีใครเหยียบย่างเข้าไป หรือนำมาใช้งานในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ กับตัวคุณเอง องค์กร หรือกับส่วนรวม

เพียงแค่เครื่องเก่าของคุณรันวิสต้าไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าเครื่องนั้นจะหมดประโยชน์แล้ว แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้อาจไม่แรงพอที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของค ุณให้พุ่งฉิวไปข้างหน้า แต่ก็ยังมีประโยชน์ในทางอ้อม และยังมีวิธีอีกมากมายหลายวิธีที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องเหล่า นี้ ถ้าคุณนึกไม่ออก เรามี 9 แนวทางมานำเสนอ ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาได้เลย


ใช้เป็นหนูตะเภาลองผิดลองถูก

ระดับความยาก : ง่าย (1)

สำหรับบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่กี่สิบคน การประกอบเครื่องเพื่อใช้งานเอง หรือการอัพเกรดเครื่องเก่า ดูจะเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณประหยัดได้มากกว่า และตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของพนักงานได้ตรงกว่า แต่ด้วยขนาดที่เล็กของบริษัท จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่มีฝ่ายไอที ซึ่งก็เท่ากับว่าพนักงานต้องจัดการเรื่องเหล่านี้กันเอง ทำให้ส่วนใหญ่แค่คิดก็ต้องล้มความตั้งใจไปเสียแล้ว เพราะไม่มีคนปฏิบัติ

หลายคนบอกไว้ว่า การอัพเกรดหรือแม้แต่ประกอบเครื่องขึ้นเองนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรเลย เพียงแต่เป็นเรื่องที่คุณไม่คุ้นเคยเท่านั้น ถ้าได้เคยลองทำครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นเรื่องง่ายสำหรับครั้งต่อไป ซึ่งเราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง การที่คุณมีเครื่องเก่าไม่ได้ใช้งานแล้ว จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้เครื่องเหล่านี้เป็นเหมือนแล็บส ำหรับเรียนรู้ ใช้ในการลองผิดลองถูก และทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง โดยไม่ต้องวิตกว่าจะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้พัง

เมื่อได้ลองคุณจะพบว่าอุปกรณ์ที่ประกอบอยู่ในเดสก์ทอปพีซีส่วนใ หญ่นั้น ง่ายต่อการถอดออกหรือติดตั้งเข้าไปใหม่ โดยเฉพาะอุปกรณ์หลักๆ ในการอัพเกรดอย่างฮาร์ดดิสก์ การ์ดแสดงผล ออปติคัลไดรฟ์ หรือแรม ซึ่งเมื่อเปลี่ยนหรือเพิ่มเข้าไปแล้ว จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของพีซีดีขึ้นอย่างเห็นผล

ถ้าคุณอยากได้ความมั่นใจมากขึ้นในการถอดประกอบอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ ที่ ExtremeTech.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในเครือของพีซีแมกะซีนมีบทความแนะนำอย่างละเอ ียดว่าควรเริ่มต้นตรงไหน หรือจะถอดประกอบอุปกรณ์แต่ละประเภทได้อย่างไร เราเชื่อว่าหลังจากที่ได้ลองสักพัก คุณก็จะเริ่มรู้สึกคุ้นเคย และสามารถประกอบเครื่องขึ้นใช้เองได้โดยไม่รู้ตัว

บริษัทที่มีฝ่ายไอทีก็สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องเก่าในแบบเดี ยวกันนี้ได้เช่นกัน อย่างเช่นถ้าบริษัทมีแนวคิดหรือนโยบายที่จะเปลี่ยนไปใช้ลินุกซ์ เพื่อเป็นการลดต้นทุน แต่ยังไม่มั่นใจในหลายๆ เรื่อง ฝ่ายไอทีอาจใช้เครื่องเหล่านี้ทดสอบและลองผิดลองถูกในแนวทางต่า งๆ จนกว่าจะมั่นใจ รวมถึงเป็นการซักซ้อมทำความเข้าใจและทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้ อมแบบใหม่นี้

ลินุกซ์ไม่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องสูงเหมือนกับวิ สต้า และในปัจจุบันก็มีลินุกซ์ดิสทริบิวชันจำนวนมากที่ให้คุณใช้ได้ฟ รี (แต่ถ้าคุณสนใจเฉพาะดิสทริบิวชันดังๆ อย่างเช่น Redhat งานนี้ไม่ฟรี) แอพพลิเคชันของลินุกซ์ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ให้คุณใช้ได้ฟรีเช่นก ัน จึงน่าจะเป็นเรื่องดีถ้าคุณจะใช้เครื่องเก่าที่ปลดระวางแล้ว มาเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองใหม่สู่โลกของโอเพ่นซอร์ส


ทดลองใช้งานลินุกซ์ : ระบบปฏิบัติการแบบโอเพ่นซอร์สตัวนี้กำลังเริ่มได้รับความนิยมมา กขึ้นเรื่อยๆ และก็ใช้งานได้ง่ายกว่าที่คุณคิด แล้วทำไมคุณไม่ลองใช้ดูกับเครื่องเก่าของคุณล่ะ


ช่วยสนับสนุนงานวิจัย

ระดับความยาก : ง่าย (1)

โลกของเราจะน่าอยู่ขึ้น ถ้าทุกคนช่วยเหลือและแบ่งปันกัน ดังนั้นแทนที่จะปล่อยเครื่องเก่าของคุณตั้งทิ้งให้แมงมุมชักไยเ ล่นเฉยๆ คุณสามารถนำมาทำประโยชน์ด้วยการมีส่วนร่วมกับงานวิจัยของมหาวิท ยาลัยต่างๆ เช่น งานวิจัยเรื่องการสะสมของโปรตีน ‘Misfolder’ ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (folding.standford.edu) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของโรคอย่างอัลไซเมอร์ หรือ Huntington

หรือคุณอาจช่วยเหลือโครงการ SETI (Search for Extraterrestrial Intelligence) เพื่อตอบข้อสงสัยที่ว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่บนจักรวาลหรือไม่ โดยผ่านทางโครงข่าย BOINC หรือ Berkeley Open Infrastructure for Network Computing ของมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ (boinc.berkley.edu) แน่นอนว่าโครงการหรืองานวิจัยเหล่านี้ต้องการพลังในการคำนวณ รวมไปถึงฐานข้อมูลขนาดมหาศาล และก็ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ

คุณสามารถนำเครื่องเก่าที่ไม่ใช้แล้วมาเป็นกำลังขับเคลื่อนให้ก ับงานวิจัยเหล่านี้ โดยแม้ว่าเครื่องของคุณจะมีประสิทธิภาพในการทำงานเพียงจ้อยร่อย แต่เมื่อรวมกับเครื่องของคนอื่นๆ ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเช่นเดียวกันจากทุกมุมโลก และอาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อม ก็จะเกิดเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งมีประสิทธิภาพในการประมวลผล อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนอีกครั้งว่า การร่วมแรงร่วมใจ แม้จะแค่คนละเล็กละน้อย ก็สามารถก่อให้เกิดพลังอันมหาศาลได้

ที่คุณต้องทำก็แค่เชื่อมต่อเครื่องเก่าของคุณเข้ากับอินเทอร์เน ็ตอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ไคลเอ็นต์จากเว็บไซต์ของงานวิจัยที ่คุณสนใจมาติดตั้ง คุณยังสามารถกำหนดได้ว่า จะแบ่งรีซอร์สให้ใช้งานมากแค่ไหน โดยในส่วนของซีพียู ชิปแสดงผล รวมไปถึงพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์นั้น คุณอาจแบ่งให้ใช้งานได้เต็มๆ เพราะเป็นเครื่องที่คุณไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่แล้ว ยกเว้นก็แต่แบนด์วิดธ์ของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งคุณอาจแบ่งให้แค่บางส่วน เพื่อไม่ให้เป็นผลรบกวนต่อการทำงานของพนักงาน

หลังจากที่เครื่องของคุณเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยแล ้ว คุณอาจถอดจอภาพออก เหลือแค่ตัวเครื่องทำงานอย่างเดียว จะได้ไม่เกะกะพื้นที่และสามารถตั้งซ้อนกันได้ เมื่อต้องการเข้าไปดูการทำงานของตัวเครื่อง ก็อาจทำผ่านยูทิลิตี้รีโมตแอ็กเซสอย่าง GoToMyPC (http://www.gotomypc.com/) หรือถ้าเครื่องนั้นใช้วินโดวส์เอ็กซ์พีโปรฯ ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะคุณสามารถใช้คุณสมบัติ Remote Desktop ที่มีอยู่ในระบบปฏิบัติการตัวนี้ได้เลย ; ;

ยกให้พนักงาน

ระดับความยาก : ง่าย (1)

พนักงานของคุณมีพีซีใช้อยู่ที่ทำงาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีใช้ที่บ้าน และถ้าพนักงานของคุณมีลูก มีครอบครัว คนในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ก็อยากได้พีซีไว้ใช้งานเช่นกัน ดังนั้นแทนที่จะตั้งทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับ การนำไปให้คนอื่นที่ใช้ประโยชน์ได้ น่าจะเป็นการดีกว่า

การยกให้พนักงานหรือขายในราคาถูกมากๆ เป็นเรื่องปกติที่หลายบริษัททำอยู่แล้ว เพียงแต่วิธีการอาจแตกต่างกันไปตามแต่วัฒนธรรมของแต่ละองค์กร โดยบางแห่งอาจให้สิทธิกับเจ้าของเครื่องเดิม ในขณะที่บางแห่งใช้วิธีจับฉลาก แต่ไม่ว่าจะวิธีไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกัน คือสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับพนักงานของคุณ

โดยทั่วไปแล้ว เด็กๆ มักใช้พีซีทำรายงาน หรือค้นคว้าหาข้อมูลบนเว็บ ซึ่งก็คงไม่ต้องการเครื่องที่แรงมากนัก เครื่องเก่าที่ปลดระวางแล้วของคุณจึงยังมีค่าสำหรับพวกเขาเหล่า นี้ แต่ก่อนที่คุณจะยกเครื่องให้กับพนักงาน คุณต้องไม่ลืมเก็บกวาดข้อมูลสำคัญของบริษัทออกไปให้หมด และถ้าใจดีก็อาจจัดแจงอะไรอีกเล็กน้อย เช่น ย้ายซอฟต์แวร์ที่ไม่จำเป็นออก รันทูล Disk Cleanup และ Disk Defragmenter ปรับระดับความปลอดภัยของบราวเซอร์ไว้ที่ขั้นสูงสุด และถ้าเป็นไปได้ หาทูล parental control อย่าง Net Nanny (http://www.netnanny.com/) มาติดตั้งและให้รันตลอดเวลา เพื่อที่พนักงานของคุณจะได้นำเครื่องไปตั้งที่บ้าน และปล่อยให้ลูกๆ ใช้ได้อย่างหมดห่วง (มีเวลาทุ่มเทให้กับงานของคุณอย่างเต็มที่)


1. เก็บกวาดฮาร์ดดิสก์ : ทูล Disk Cleanup และ Disk Defragmenter จะช่วยเก็บกวาดไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งาน และจัดเรียงแต่ละไบต์ของไฟล์ที่กระจัดกระจายให้รวมกัน เพื่อให้เข้าถึงได้เร็วขึ้น

2. ยกระดับความปลอดภัย : การยกระดับความปลอดภัยของบราวเซอร์ให้สูงขึ้น เป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง และก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการเลื่อนแถบสไลด์ขึ้นไปบนสุด

3. หาผู้ดูแลแทน : ติดตั้งและรันแอพพลิเคชัน parental control อย่าง Net Nanny เพื่อควบคุมเวลาการเล่นอินเทอร์เน็ตของเด็กๆ และจำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม


เพิ่มความเร็ว

ระดับความยาก : ปานกลาง (2)

สำหรับบริษัทขนาดเล็กที่ยังไม่พร้อมลงทุนกับพีซีเครื่องใหม่ มีบางอย่างที่คุณสามารถทำได้เพื่อรีดประสิทธิภาพการทำงานของเคร ื่องเดิมให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย และทำได้แม้ว่าบริษัทของคุณจะไม่มีฝ่ายไอทีก็ตาม

อันดับแรกก็คือการทำความสะอาด ทั้งในส่วนของตัวเครื่อง และตัวระบบปฏิบัติการ โดยเริ่มจากปิดเครื่องแล้วเปิดฝาเคสออก ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดทำความสะอาดฝุ่นที่ติดอยู่ ตรวจดูให้แน่ใจว่าพัดลมระบายความร้อนยังทำงานเป็นปกติดีและไม่ม ีฝุ่นจับ ปิดฝาเคสให้เรียบร้อยแล้วจึงเปิดเครื่องเพื่อจัดการย้ายโปรแกรม ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วออกจากระบบ โดยใช้แอพเล็ต Add or Remove Programs ใน Control Panel ตามด้วยการรันทูล Disk Cleanup และ Disk Defragmenter เพื่อจัดเรียงไฟล์บนฮาร์ดดิสก์ให้เป็นระเบียบ

การจำกัดจำนวนของโปรแกรมที่โหลดเมื่อบูตเครื่อง ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเคร ื่องได้อย่างเห็นผล เพราะเท่ากับว่าคุณได้รีซอร์สคืนมาส่วนหนึ่ง ก่อนอื่นให้คุณคลิกที่ Start | Run แล้วพิมพ์คำว่า msconfig ลงไปในช่อง open เพื่อเรียกการทำงานของ msconfig ขึ้นมา จากนั้นคลิกที่แท็บ Startup คุณก็จะพบกับรายชื่อของโปรแกรมที่โหลดตัวเองเมื่อตอนบูตเครื่อง

มองหาโปรแกรมอย่างเช่น Nero, iTuneHelper หรือ WinAmp การโหลดโปรแกรมเหล่านี้ตั้งแต่ตอนบูตไม่มีประโยชน์อะไร แถมยังกินรีซอร์สเปล่าๆ (ต้องการใช้งานค่อยเรียกก็ได้) แต่ที่ต้องระวังก็คือ อย่าได้เผลอไปปิดเซอร์วิสสำคัญเข้า เพราะนั่นหมายถึงหายนะจะมาเยือน (กฎง่ายๆ ที่จะทำให้คุณปลอดภัยจากเรื่องนี้ก็คือ อย่าพยายามยุ่งกับอะไรที่คุณไม่รู้จัก)

การเพิ่มแรมเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบได้อย่าง เห็นผลและทำได้ง่าย ในขณะที่การติดตั้งฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ที่มีความเร็วในการเข้าถึง ข้อมูลสูงขึ้น (หมุนที่ความเร็วรอบสูงขึ้น) ก็มีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน แต่ว่างานนี้ไม่ฟรีเพราะคุณต้องลงทุนซื้อ ดังนั้นคำนวณให้ดีก่อน เพราะบางครั้งการซื้อเครื่องใหม่อาจคุ้มกว่าเมื่อเทียบประสิทธิ ภาพที่ได้กับเงินที่จ่ายไป


การมีแอพพลิเคชันจำนวนมากโหลดอยู่เมื่อบูตเครื่อง จะทำให้การทำงานของเครื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นอะไรที่ไม่จำเป็นก็ยกเลิกไปซะ





PC Magazine ฉบับที่ 106 พฤศจิกายน 2550

10 สุดยอดโปรแกรม iPhone

10 สุดยอดโปรแกรม iPhone
โดย technical

ช่วงนี้ใครที่ต้องการซื้อโทรศัพท์ใหม่ๆ ที่กำลังบ้าเทคโนโลยีคงต้องติดตามโทรศัพท์ที่มีชื่อว่า iPhone เพราะถือว่าเป็นสุดนวัตกรรมของปี 2007 แล้วเกิดมีโทรศัพท์รุ่นนี้ขึ้นมาล่ะ จะติดตั้งโปรแกรมไหนดี ตอนนี้เราได้ประมวลสุดยอดโปรแกรมที่ต้องติดตั้งลงในเครื่อง iPhone มาให้กับคุณแล้ว

1. iWorld เลือกให้ใช้กับทุกโอเปอร์เรเตอร์ของทั่วโลก

(Firmware 1.1.2 ขึ้นไป)

เมื่อต้องการนำเครื่องไอโฟนไปใช้กับที่อื่นๆ ต้องถือว่าตอนนี้มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้ไอโฟนเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 1.1.2 หรือซื้อตั้งแต่ Week 45 ขึ้นไป โปรแกรมนี้จะช่วยให้คุณสามารถนำเครื่องไปใช้กับทั่วโลกได้อย่าง สบาย โดยจะติดตั้งค่าต่างๆ จากโอเปอร์เรเตอร์ในประเทศนั้นๆ เพียงแค่คุณเลือกแต่ละประเทศที่ต้องการใช้งาน ซึ่งการเลือกประเทศก็ต้องถือว่าอินเทอร์เฟซของไอโฟนทำได้อย่างส ุดยอดๆ เพียงสัมผัสขึ้นลงเล็กน้อยเท่านั้น คุณก็สามารถเลือกประเทศที่ต้องการได้แล้ว แค่นี้ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นโดยไม่ต้องเสียเวลากับการตั้งค่าต่าง ๆ อีกด้วย

2. iSIM หรือ SIMPort เลือกข้อมูลจากซิมการ์ดของคุณ

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

เมื่อมีเครื่องโทรศัพท์ใหม่ แล้วข้อมูลที่อยู่ในซิมการ์ดของคุณจะทำอย่างไร โดยเฉพาะไอโฟนซึ่งมีคุณสมบัติไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขาด้วย จะแก้ไขหรือจะดึงข้อมูลอะไรที่อยู่ในซิมการ์ด แทบไม่มีโอกาสเลย แต่ตอนนี้ถ้าคุณได้ลงโปรแกรม iSIM หรือ SIMPort ตัวใดก็ได้ จะสามารถเข้าไปดึงข้อมูลต่างๆ จากซิมของคุณ โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ของคุณที่ติดอยู่ในซิมการ์ด เพราะปกติเวลาใช้งานต่างๆ ไอโฟนจะไม่อ่านข้อมูลจากซิมการ์ดของคุณ ถ้าเบอร์นั้นอยู่ในเครื่องก็จะไม่ปรากฏรายชื่อเรียกเข้า จนกว่าคุณจะนำชื่อนั้นเก็บเข้าเครื่องอีกครั้งหนึ่ง

3. NetServices /IToggle/Toggle เลือกปิดเปิดบริการตามความชอบ

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

ทั้งสามโปรแกรมนี้ ต่างก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยปิดและเปิดเซอร์วิสต่างๆ ที่เราไม่ต้องการจะใช้งาน เนื่องจากภายในเครื่องไอโฟนสามารถติดต่างสื่อสารกับโลกภายนอกตล อดเวลา บางครั้งคนที่ใช้งานไม่รู้ตัว ถ้าเกิดเปิดเซอร์วิสบางอย่างออกไป ถึงเวลาปลายเดือนอาจจะมีปัญหาเรื่องบิลโทรศัพท์ของคุณ อย่างเช่น เครือข่ายในบ้านเราทั้งโอเปอร์เรเตอร์รายใหญ่ๆ ทั้ง 3 ราย มีการใช้เทคโนโลยี EDGE สำหรับเชื่อมต่อกับโลกไร้สาย ซึ่งถ้าไม่มีการปิดเซอร์วิสก็จะมีการเชื่อมต่อกับโลกไร้สายไปเร ื่อยๆ ซึ่งโอเปอร์เรเตอร์ปัจจุบันจะมีวิธีการคิดข้อมูลการเชื่อมต่อกั บโลกอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของรายชั่วโมง ซึ่งอาจจะทำให้คุณเสียชั่วโมงที่เชื่อมต่อออกไป อย่างน่าเสียดาย สำหรับทั้งสามโปรแกรมนี้ เรามีเซอร์วิสให้เลือกปิดเปิดหลากหลายมากตั้งแต่ปิดเปิดฟังก์ชั น Airplane Mode/Wi-Fi/EDGE/Auto-Lock/Bluetooth ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มีฟังก์ชันให้เลือกใช้เหมือนๆ กัน แต่คนละอินเทอร์เฟซเท่านั้น ใครที่สนใจก็ลองติดตั้งสักโปรแกรมได้เลย

แถมท้ายอีกหน่อยสำหรับค่า EDGE ของแต่ละค่ายในเมืองไทย

AIS

APN = internet
Username = ais
Password = ais

Dtac

APN = www.dtac.co.th
Username เว้นไว้
Password เว้นไว้

True Move

APN = internet
Username = True
Password = True

4. SM Keyboard และ Thai Font

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

สำหรับคนที่ห่วงเรื่องภาษาไทยกับไอโฟน ตอนนี้ก็มีผู้ใจดีที่พัฒนาคีย์บอร์ดภาษาไทยให้กับคนใช้ไอโฟน ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องโปรแกรมคีย์บอร์ดของคุณจะหมดอายุด้วย เพราะตอนนี้เขาพัฒนามาไกลพอสมควร ตรงนี้ต้องให้เครดิตกับทาง Smart-Mobile ที่พัฒนาสิ่งดีๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้ไอโฟน สามารถเลือกใช้งานและเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องเสียสตางค์อีกด้วย

สำหรับการใช้คีย์บอร์ดที่เป็นภาษาไทย จะมีทั้งพัฒนาไว้เป็น 3 แถวและ 4 แถว แล้วแต่ความถนัดการใช้งาน ซึ่งขอบอกว่าเวิร์กทั้งคู่เลยล่ะครับ แต่อย่างไงผมก็ชอบใช้ที่เป็น 4 แถวมากกว่า เพราะภาษาไทยของเรามีตัวอักษรให้เลือกใช้เยอะมาก เยอะกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก เวลาจิ้มตัวอักษรจะได้ไม่ผิดบ่อยๆ อีกด้วย

5. WeDict

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

สำหรับผู้ที่ต้องการหาพจนานุกรมมาใช้ ไอโฟนก็ยังมีพจนานุกรมให้เลือกใช้แล้วแต่ละภาษาที่ถูกพัฒนา แต่ตอนแรกๆ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการพจนานุกรมคงต้องติดตั้ง WeDict โปรแกรมทางผ่านให้คุณสามารถใช้ค้นหาคำศัพท์ตามลักษณะที่ต้องการ ก่อน จากนั้นถึงต้องลงโปรแกรม Lexitron แล้วแต่ภาษาที่ต้องการให้แปล อย่างเช่น Lexitron Thai-Eng ใช้กับแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ ส่งถ้าต้องการแปลภาษาอังกฤษเป็นไทยก็ต้องลง Lexitron Eng-Thai เพิ่มลงไป ส่วนใครที่ต้องการแปลเป็นภาษาอื่นๆ ก็มีให้เลือกดาวน์โหลดตามลักษณะการใช้งานของคุณ

6. SummerBoard

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

ใครที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ๆ ต้องรู้จักการเปลี่ยนธีมของเครื่อง หรือคือการเปลี่ยนหน้าตาแปลกๆ ใหม่ๆ ตามต้องการ ไอโฟนก็เช่นเดียวกัน มีโปรแกรมสำหรับเรียกใช้ธีมใหม่ๆ จากเครื่องโดยเฉพาะ ซึ่งธีมต่างๆ จะต้องถูกเรียกผ่านจาก SummerBoard โดยคนที่ใช้ไอโฟนในเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ 1.0.2 สามารถใช้โปรแกรม SummerBoard (Old) ได้ แต่ถ้าเป็นเวอร์ชันที่สูงกว่านั้น จะไม่มีคำว่า (Old) ลงท้าย
แล้วธีมใหม่ๆ จะมาจากไหนกันบ้างล่ะครับ เรื่องนี้ไม่อยากเลย ถ้าคุณมีโปรแกรม SummerBoard แล้ว จะเห็นธีมใหม่ๆ ที่มาให้ดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม Installer ที่อยู่ในเครื่องไอโฟนของคุณ หรือสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเลือกรับธีมใหม่ๆ ตามต้องการอีกด้วย
หมายเหตุ สำหรับธีมของไอโฟนจะมีความพิเศษกว่าธีมในลักษณะของเครื่องโทรศั พท์ทั่วไป เพราะสามารถเลือกเปลี่ยนไอคอนเป็นรูปต่างๆ ตามธีมที่ต้องการได้ เรียกได้ว่าแต่ละธีมก็ขนมาประกวดกันอย่างสนุกสนานเลย

7. SMSD/iSMS/WeTools

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

สำหรับคนที่เริ่มต้นใช้ไอโฟนจะประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อความที่ส่ งมาให้ในเครื่องมาก เพราะเมื่อต้องการที่จะลบข้อความที่อยู่ในแต่ละเรื่อง ถ้าใช้โปรแกรม SMS ของไอโฟนที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง จะถูกลบข้อความออกไปทั้งหมด แต่เหลือไว้สำหรับชื่อของผู้ส่งไว้เท่านั้น ถ้าต้องการลบชื่อก็ต้องเลือกลบอีกที แต่ใครที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ปกติมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้อความอะไร ตามปกติเวลาลบแต่ละข้อความ ก็อาจจะเลือกลบเพียงบางข้อความเท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็ต้องหาโปรแกรม SMSD หรือ iSMS จาก Installer มาติดตั้งไว้ด้วย

ส่วนโปรแกรม WeTools จะทำหน้าที่คล้ายๆ กับทั้ง SMSD และ iSMS แต่จะมีเพิ่มอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำหน้าที่เก็บล็อกข้อมูลที่โทรเข้าออก ใครที่ต้องการจะลบข้อมูลก็สามารถเข้ามาลบทีละรายการได้เลย

8. iReboot

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

สำหรับคนที่ต้องการบูตเครื่องใหม่ หรือรีสตาร์ตเครื่อง โปรแกรม iReboot เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้ใช้ควรจะลงไว้ เพื่อถนอมปุ่มเปิดปิดที่ต้องใช้อยู่บ่อยๆ ซึ่ง iReboot จะรีบูตเครื่องให้ทันทีที่ต้องการจะรีบูต จากการใช้งานทั้งในเฟิร์มแวร์ที่เป็นเวอร์ชัน 1.1.0 และ 1.1.2 จะไม่ค่อยมีปัญหากับโปรแกรมนี้เท่านั้น เมื่อเรียกใช้และกดคอนเฟิร์มที่ต้องการจะรีบูต เครื่องก็จะรีบูตทันที แต่ถ้าเป็นเวอร์ชัน 1.0.2 จะค่อนข้างมีปัญหาเหมือนกัน เพราะเมื่อเรียกโปรแกรมนี้ขึ้นมาใช้แล้ว จะเปลี่ยนสถาพเป็นหน้าจอสีขาวอย่างเดียว เมื่อต้องการใช้งานอีกครั้งก็ให้กดปุ่ม Home ก็จะกลับมายังจุดเดิม

9. CallD

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

สำหรับการใช้งานก่อนหน้านี้ บางคนอาจจะประสบปัญหาของการลบรายชื่อที่เรียกเข้ามา ซึ่งก่อนหน้านี้ถ้าต้องการลบรายชื่อที่เรียกเข้ามา ผลของมันก็คือ การลบรายชื่อทั้งหมดที่โทรเข้าและโทรออกเลย แต่ตอนนี้เรามีโปรแกรม CallD ซึ่งจะเก็บล็อกของแต่ละรายชื่อว่า โทรมากี่โมง และต้องการจะลบรายชื่อรายการไหนเป็นส่วนๆ ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องลบรายชื่อทั้งหมดเหมือนก่อนติดตั้งโปรแกรมนี้ ช่วยเราได้อีกเยอะเลย

10. SwirlyMMS

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

ปัญหาของการใช้ไอโฟนตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องของการส่งข้อความที่เ ป็นรูปภาพหรือเราจะเรียกกันติดปากว่า ข้อความที่เป็น MMS ซึ่งไอโฟนยังไม่ได้พัฒนาให้สามารถใช้รับส่งข้อความที่เป็นภาพได ้เลย SwirlyMMS โปรแกรมใหม่ล่าสุดที่ช่วยสร้างความฝันให้กับผู้ใช้ไอโฟน ให้สามารถส่งภาพที่ต้องการไปยังเบอร์อื่นๆ ตามต้องการ แต่ด้วยการพัฒนาให้เฟสแรกๆ ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่สะดวกเท่าที่ควร เพราะตอนนี้ยังสามารถส่งข้อความที่เป็น MMS ไปยังผู้รับได้ แต่ปัญหาก็คือยังไม่สามารถรับข้อความ MMS กลับมาได้ ซึ่งคงต้องรอสักพักน่าจะพัฒนาโปรแกรมให้มีความสามารถทั้งรับและ ส่งได้เช่นเดียวกับข้อความปกติ สำหรับค่าติดตั้งของการส่ง MMS แต่ละค่ายโทรศัพท์ สามารถดูจากเว็บไซต์แต่ละทีได้เลย

ตอนนี้อยู่ในขั้นทดลอง ซึ่งมีโปรแกรมแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เลือกใช้เยอะมาก ต้องถือว่าคนที่ใช้ไอโฟนทุกคนและนักพัฒนาต่างเอื้อเฟื้อข้อมูลใ ห้เห็นอยู่เป็นประจำ แถมใครมีปัญหาอะไร ถ้าต้องการคำตอบ ลงโพสต์ในอินเทอร์เน็ต สักพักคุณก็จะได้วิธีการแก้ไขเบื้องต้นไว้เรียบร้อยเลย ไว้คราวหน้าผมจะหาโปรแกรมเด็ดๆ ที่เครื่องไอโฟนของคุณต้องติดตั้งไว้ จะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง





WinMag ฉบับที่ 175 กุมภาพันธ์ 2551

คัด กับ ลอก เรื่องง่ายๆ ที่คุณไม่รู้

คัด กับ ลอก เรื่องง่ายๆ ที่คุณไม่รู้
โดย ลุงตาบู

ย้อนไปเมื่อสมัยลุงบาบูยังนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่ จำได้ว่ากิจกรรมตอนเช้าที่ลุงตาบูและผองเพื่อนมักทำกันก่อนเข้า แถวเคราพธงชาติ คือ การลอกการบ้าน จะว่าไปแล้วมันก็เป็นกิจกรรมที่ไม่ดี แต่นักเรียนส่วนใหญ่ก็มักผ่านประสบการณ์มาด้วยกันแทบทุกคน

พูดถึงเรื่อง "ลอก" แล้วถ้าจะให้คำจำกัดความคงจะหมายถึงการทำซ้ำ การเลียนแบบ ประโยชน์ข้อที่ชัดเจนสุดคงเป็นเรื่องของเวลาที่แสนจะประหยัด แต่ลุงตาบูขอแนะนำหลานๆ ว่าไม่ลอกการบ้านเลย จะเป็นการดีสุด

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า พูดถึงเรื่องการ "ลอก" แล้วในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เกือบทุกโปรแกรมก็มีคำสั่งแนวนี้ให้เราได้ใช้งาน บางโปรแกรมก็อาจมีแค่คัดลอกแบบธรรมดา แต่บางโปรแกรมก็มีลูกเล่นให้เราได้เล่น

ว่าแล้วฉบับนี้ลุงตาบูเลยขอพาหลานๆ ทัวร์ Excel กันอีกสักฉบับ เรื่องที่ลุงจะขอเล่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งคำสั่งที่ได้ชื่อว่าแสน จะพื้นฐาน แต่เชื่อไหมว่ามีคนที่รู้จักอย่างลึกซิ้งไม่มากนัก คำสั่งที่พูดถึงนี้ก็คือ "คัดลอก"

ได้ยินคำนี้ปุ๊บหลานๆ ก็คงร้อง "โถ เขารู้กันมาตั้งนานแล้วละลุง" แต่ช้าก่อน (รู้สึกว่าลุงตาบูจะพูดคำนี้บ่อยจัง) เพราะเรื่องของการ "คัดลอก" ที่ลุงตาบูจะนำเสนอวันนี้ ขอรับรองว่าจ๊าบสุดๆ

พูดถึงคำสั่ง "คัดลอก" เราจะใช้คู่กับคำสั่ง "วาง" ซึ่งหน้าที่ของคำสั่งคู่นี้ก็คือใช้สำหรับการคัดลอกจากเซลหนึ่ง ไปอีกเซลหนึ่ง ตามปกติแล้วเมื่อหลานๆ สั่งคัดลอกเซลใดก็ตาม โปรแกรมก็จะแสดงเส้นปะๆ วิ่งรอบๆ เซล ตราบใดที่เจ้าเส้นปะยังไม่หายไป หลานๆ ก็สามารถสั่ง Paste เพื่อวางสิ่งที่คัดลอกได้ไปเรื่อยๆ

แล้วเจ้าเส้นปะนี่มันคืออะไร? พูดกันแบบภาษาวิชาการ ลุงตาบูก็ขอเรียกมันว่า สัญลักษณ์ที่บอกว่า โปรแกรมยังเก็บต้นฉบับไว้ในคลิปบอร์ดของโปรแกรมนั่นเอง เส้นปะที่พูดถึงนี้จะหายไป เมื่อมีการกดคีย์ใดๆ บนแป้นคีย์บอร์ด ไม่เชื่อลองกดปุ่ม Esc ดูซิ

แต่หลานๆ รู้ไหมว่านอกจากการ Paste แบบธรรมดา แล้วในโปรแกรม Excel ก็ยังมีคำสั่ง "วางแบบพิเศษ" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าพิเศษ ดังนั้นเวลาจะใช้ก็ต้องใช้กับกรณีพิเศษครับ

เพื่อให้เห็นภาพลุงตาบูขอให้หลานๆ ทำตามตัวอย่างที่ลุงตาบูจะขอยกประกอบคำอธิบาย เริ่มต้นให้หลานๆ พิมพ์ "ComputerToday" ที่เซล A1 จากนั้นก็คลิ้กที่เซล์ A1 แล้วเลือกเมนู "แก้ไข" -

เอาละคราวนี้ก็มาถึงนาทีระทึกใจ ให้หลานๆ คลิ้กที่เซล B5 (อันนี้เป็นตัวอย่าง ถ้าหลานๆ จะคลิ้กเซล์อื่น ลุงตาบูก็ไม่กล้าว่ากะไรครับ) จากนั้นคลิ้กเมนู "แก้ไข" -


เมนูแก้ไข ที่รวมเอาคำสั่งเรื่องคัดลอกไว้


หน้าจอของการสั่งวางแบบพิเศษ สำหรับตัวเลขตัวอักษร


หน้าจอของการสั่งวางแบบพิเศษ สำหรับรูปภาพ


หน้าจอของการสั่งวางแบบพิเศษ กรณีคัดลอกข้ามโปรแกรม



หน้าจอที่ปรากฏขึ้น จะถูกแบ่งกลุ่มคำสั่งออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน โดยในกรอบคำสั่งกลุ่ม "วาง" จะประกอบไปด้วยกลุ่มคำสั่งที่ใช้กำหนดลักษณะของการวาง โดยโปรแกรมจะแบ่งการวงออกเป็นส่วนๆ ได้แก่ สูตร ค่า รูปแบบ ข้อคิดเห็น การตรวจสอบความถูกต้อง ทั้งหมดยกเว้นเส้นขอบ ความกว้างคอลัมน์ สูตรและรูปแบบตัวเลข ค่าและรูปแบบตัวเลข ซึ่งถ้าไม่คิดอะไรมาก็สั่งเป็นวางทั้งหมด เพราะโปรแกรมจะสั่งวางทุกอย่างเหมือนต้นฉบับเปี๊ยบครับ แต่ถ้าหลานๆ ไม่อยากจะสั่งวางแบบทั้งหมด ก็สามารถเลือกวางเฉพาะส่วน ตัวอย่างเช่นเลือกวางแบบ "รูปแบบ" โปรแกรมก็จะคัดลอกมาเฉพาะส่วนของรูปแบบที่หลานๆ ได้สั่งกำหนดไว้ที่ต้นฉบับ

นอกจากที่หลานๆ จะคัดลอกตัวอักษรแล้ว ถ้าในต้นฉบับเป็นตัวเลขหรือสูตรคำนวณผลที่ได้ก็จะมีความแตกต่าง กันไป เพื่อความเข้าใจลองพิมพ์ค่า 5 ลงที่เซล B1 พิมพ์ 7 ลงที่เซล C1 แล้วใส่สูตร =B1+C1 ลงที่เซล D1 โปรแกรมจะคำนวณคำตอบเป็น 12 ตามปกติแล้วถ้าหลานๆ คัดลอกสูตรนี้ไปที่เซลอื่นโปรแกรม ก็จะคัดลอกไปในรูปของสูตร ซึ่งแน่นอนคำตอบที่แสดงขึ้นมาก็อาจจะไม่เท่ากับ 12 ดังนั้นถ้าหลานๆ ต้องการที่จะให้เวลาที่คัดลอกแล้ววางเป็นตัวเลขคำตอบเลยก็ต้องส ั่งวางแบบ "ค่า"

อีกหนึ่งกรณีสำหรับการคัดลอกตัวเลขที่ Excel สามารถทำได้คือ การวางแล้วคำนวณเพิ่มต่อไปด้วย ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ ไม่ยาก เพื่อความเข้าใจลองสร้างตารางตัวเลขต่อไปนี้ลงบนหน้าจอ

2

5

4

3

จากนั้นลองพิมพ์ตัวเลข 5 ลงในเซลว่างๆ สักที่หนึ่ง แล้วสั่งคัดลอก จากนั้นก็ไฮไลต์ตารางตัวเลข ตัวดำเนินการ จะมีตัวเลือกอยู่ 4 ตัวคือ ไม่มี บวก ลบ คูณ หาร ซึ่งแต่ละตัวก็เหมือนการคำนวณทั่วไป เช่นถ้าหลานเลือก "บวก" นั่นก็หมายความว่าโปรแกรมจะเอา 5 ซี่งเราสั่งคัดลอกไปบวกเพิ่มเข้าไปกับตัวเลขทั้งหมดที่ไฮไลต์ มีตัวเลือกเพิ่มเติมที่หลานๆ สามารถใช้ได้คือ "ข้ามเซลล์ที่ว่าง" จะหมายถึงคัดลอก แล้วให้มองข้ามเซล์ที่ว่าง ส่วน "สลับเปลี่ยนแถวกับคอลัมน์" จะใช้ในกรณีที่สั่งให้สลับข้อมูลที่คัดลอกจากเดิมที่เป็นแถว ให้กลายเป็นคอลัมน์ หรือจากคอลัมน์ให้เป็นแถว ส่วน "วางการเชื่อมโยง" จะเป็นการคัดลอกเพื่อให้ปลายทางลิงก์เชื่อมไปกับต้นฉบับ

อีกหนึ่งความลับของเรื่องการคัดลอกที่ลุงตาบูอยากพูดถึงคือ การคัดลอกรูปภาพ เวลาสั่งวางแบบพิเศษ จะได้หน้าต่างถามที่แตกต่างไปจากการคัดลอกพวกตัวเลขหรือตัวอักษ ร โดยรายละเอียดที่สามารถเลือกได้นั้น จะประกอบไปด้วย "วาง" ซึ่งหมายถึงวางแบบธรรมดาๆ กับ "วางการเชื่อมโยง" อันหมายถึงสั่งวางในลักษณะที่ลิงก์กับต้นฉบับ

แต่ถ้าเป็นการคัดลอกข้ามโปรแกรม เช่นคัดลอกข้อความที่พิมพ์ไว้จาก Word หน้าต่างไดอะล็อกบ็อกซ์ที่แสดงก็จะมีความแตกต่างไปอีก โดยจะมีรายละเอียดในกรอบ นอกเหนือไปจากแค่เลือกจะวางแบบธรรมดา หรือวางแบบเชื่อมโยง อาทิ วัตถุ เอกสาร รูปภาพ HTML ข้อความ Unicode ข้อความ ซึ่งทั้งหมดที่ว่านี้หลานๆ สามารถลองเปลี่ยนดู ในกรณีที่หลานๆ เลือกวางแบบเชื่อมโยงเวลาที่มีการแก้ไขข้อูลต้นฉบับที่หน้าจอ Word ที่ปลายทางของ Excel ก็จะอัพเดตเปลี่ยนตามไปด้วย

ก็ร่ายยาวเรื่องของการคัดลอกมาพอสมควร ลุงตาบูหวังว่าทั้งหมดที่เล่ามาตั้งแต่ต้น คงเป็นประโยชน์กับหลานไม่มากก็น้อย (เขียนยังกับคำนำในรายงานสมัยนุ่งกางเกงขาสั้นเลย) เอาเป็นว่าลุงตาบูขอตัวก่อน ไว้เจอกันใหม่เล่มหน้าครับ








Computer Today ฉบับที่ 259 ปักษ์แรก เมษายน 2548

เนรมิตรน้ำค้างด้วย Photoshop

เนรมิตรน้ำค้างด้วย Photoshop
โดย พุงโต

วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว คิดถึงความเย็นบนยอดดอยจริง ๆ และที่สำคัญอยากเห็นน้ำค้างบนดอกไม้ ว้าววว..มันช่างรู้สึกสดชื่นจริงๆ เลย ทำให้เกิดมีไอเดียขึ้นมาทันที ว่าจะลองทำหยดน้ำดู..และก็ไม่ลืมนำมาฝากผู้อ่านทุกท่านด้วย จะได้รู้สึกสดชื่นไปพร้อมๆ กัน

1. เริ่มต้นด้วยทุกคนต้องมีโปรแกรมยอดฮิตตลอดกาล Photoshop จากนั้นหารูปดอกไม้เพื่อจะสร้าง
หยดน้ำ

2. เริ่มแรกเพิ่มเลเยอร์ใหม่ขึ้นมา 1 เลเยอร์ ตั้งชื่อว่าหยดน้ำแล้วคลิ้กเลือกที่เลเยอร์หยดน้ำก่อน

3. เลือกที่เครื่องมือ Brush Tool แล้วเซตค่าหัวแปรงขนาดประมาณ 19-20 หรือตามความต้องการเพียงแต่ดูขนาดให้เหมาะกับรูปที่เราเตรียมไว ้ จากนั้นก็วาดลงไปให้เหมือนหยดน้ำ

4. ถึงตอนนี้ เราจะเริ่มใส่เงาให้หยดน้ำกันแล้ว เลือกเลเยอร์หยดน้ำที่เราสร้างเอาไว้

5. คลิ้กขวาที่เลเยอร์แล้วเลือก
Blending Option จากนั้นให้ปรับค่าตรง Advanced Blending ให้เหลือ 5

6. แล้วคลิ้กเลือกที่แถบ
ของ Drop Shadow ต่อเลย ปรับค่าองศาเป็น 90 และ Distance กับ Size ให้เหลือ 1 ดังรูป พอถึงตอนนี้ยังไม่ต้องกด ok นะครับ

7. ต่อด้วยการเพิ่มเงาจากด้านในของหยดน้ำ คลิ้กเลือกที่แถบ Inner Shadow อยู่ถัดลงมา ที่ Blend Mode: เลือกเป็น Color Burn และที่ค่า Opacity ปรับให้เหลือ 35 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นลงมาปรับค่าที่ Distance ลดให้เหลือ 5 และ Size เป็น 10 และก็ยังไม่ต้องกด ok เหมือนเดิม ถึงตรงนี้ จะเห็นว่าหยดน้ำของเรามีเงาเพิ่มเข้ามาแล้ว

8. คลิ้กเลือกที่แถบ Inner Glow เพื่อเพิ่มน้ำหนักอีกของเงาอีกนิด ในส่วน ของ Blend Mode: ให้เลือกเป็น Overlay แล้วปรับ Opacity เป็น 30 เปอร์เซน เปลี่ยนสีให้เป็นสีดำ แล้วลองสังเกตดูหยดน้ำจะเห็นว่ามีเงาที่เข้มขึ้น


9. มาถึงขั้นตอนสุดท้ายเราจะเพิ่มแสงให้หยดน้ำดูเป็นธรรมชาติมากยิ ่งขึ้น คลิ้กเลือกแถบ Bevel and Emboss ลองปรับค่าตามนี้ Style: Inner Bevel, Technique: Chise Hard, Depth: ปรับให้เป็น 250 เปอร์เซ็นต์ , Size: 15 เปอร์เซ็นต์, Soften: 10 เปอร์เซ็นต์ ถัดลงมาในส่วน Shading ที่ Highilight Mode: เป็น Screen ปรับ Opacity ให้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ และสุดท้าย Shadow Mode: เปลี่ยนเป็น Color Dodge เปลี่ยนสีตรงส่วนนี้ได้ตามใจชอบ ถ้าปรับเป็นสีอ่อน หยดน้ำก็จะใสขึ้น ก็ลองปรับตามความเหมาะสมของภาพดู

10. เท่านี้เราก็จะได้หยดน้ำค้างบนดอกไม้แล้ว..สวยสมจริงว่ามัยครับ *-*

11. ช่วงสุดท้าย เป็นการตกแต่งเพิ่มเติม ด้วยการเพิ่มหยดน้ำให้ทั่วๆ ดอกไม้ของเรา เล็กบ้างใหญ่บ้างตามความเหมาะสม เพื่อความสวยงามและสมจริงมากยิ่งขึ้น รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างแล้วใช่มัย หวังว่าคงจะถูกใจกันนะครับ แล้วอย่าลืมลองไปฝึกทำกันดูครับ

ลองลากเมาส์ไปวางบนรูปจะได้น้ำค้างบนดอกไม้ที่สวยงาม



Computer Today ฉบับที่ 322 ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2550

ตัดต่อโฮมวิดีโอเด็ดๆ ด้วย Adobe Ulead Video Studio 11+ : ตอนที่ 2

ตัดต่อโฮมวิดีโอเด็ดๆ ด้วย Adobe Ulead Video Studio 11+ : ตอนที่ 2
โดย นิพนธ์ กิตติปภัสสร

ตอนจบในครั้งก่อน ผมได้นำท่านจนสามารถดึงคลิปวิดีโอที่ถ่ายไว้ จากกล้องย้ายมาอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องพีซี เรามาต่อยอดกันต่อ กับการนำเอาคลิปวิดีโอแต่ละตัว มาตัดต่อ ปรับแต่ง เสริมปรุงให้งานดูดีมีระดับ ได้ดั่งใจด้วยการใช้งานในโหมด VideoStudio Editor

จัดการกับคลิปวิดีโอ

เมื่อเรานำคลิปวิดีโอเข้ามาไว้ที่ Library (Library มีตัวเลือกให้เราเลือกโหลดได้ทั้งไฟล์เสียง ไฟล์ภาพนิ่ง (ภาพถ่าย) นอกเหนือไปจากการให้โหลดไฟล์วิดีโอ) เมื่อเราคลิกไปยังคลิปวิดีโอตัวที่ต้องการ ในหน้าจอ Preview จะแสดงเนื้อหาของวิดีโอนั้นให้เราได้รับชมได้

  • งานแรกของคลิปวิดีโอ ส่วนใหญ่เราจะต้องทริม (Trim) เนื้อหาของวิดีโอนั้นๆ เพื่อตัดส่วนที่เราไม่ต้องการออกไป (แต่เนื้อหาของไฟล์วิดีโอตัวจริงยังอยู่ครบเหมือนเดิม) ซึ่งมีผลเฉพาะตอนเรานำเนื้อหามาใช้ตัดต่อในโปรแกรม Ulead Video Studio การทริมคลิปวิดีโอ เราสามารถใช้การเลื่อน Trim Handles ที่อยู่ด้านหน้า และด้านหลัง เลื่อนเพื่อได้เนื้อหาตามต้องการ (เป็นแถบสีน้ำเงิน) แล้วใช้การ Play ตรวจสอบดูว่า ได้ผลตรงใจแค่ไหน หรือเราจะใช้การทริมอีกวิธีหนึ่ง คือการเลื่อน Jog Slider ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ หากต้องการเริ่มตัดตั้งแต่ตรงไหน ก็ให้ไปคลิกที่ปุ่ม Mark In และเลื่อนตัว Jog Slider ไปยังตำแหน่งสุดท้ายที่ต้องการตัด แล้วคลิกไปที่ปุ่ม Mark Out (จะได้ผลการเลือกที่เป็นแถบสีน้ำเงิน) (ดังรูปที่ 1)
รูปที่ 1
  • ถ้าในกรณีที่คลิปวิดีโอยาวมากๆ การเลื่อนตัว Jog Slider ไปยังตำแหน่งต่างๆ ดูแล้วค่อนข้างยุ่งยาก เราสามารถใช้การแบ่งคลิปวิดีโอออกเป็น 2 ไฟล์ได้ (แต่ไฟล์จริงยังคงเหมือนเดิมอยู่) ให้เราเลื่อนตัว Jog Slider ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้นก็ไปคลิกที่ปุ่ม Cut เป็นรูปกรรไกร คลิปนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ไฟล์ทันที ดูได้ที่ Library (ดังรูปที่ 2)
รูปที่ 2
  • เมื่อเราเลือกคลิปวิดีโอไหน ตรงแท็บ Video มีตัวเลือกให้เราปรับค่าของคลิปวิดีโอนั้นอย่างมากมายครับ เช่นการปรับระดับเสียง ปิดเสียง หรือทำ Fade เสียงเข้าออก , การสั่งหมุนภาพ , ลด Speed ของการแสดงผลคลิปวิดีโอ (Playback Speed) เช่นเราต้องการทำภาพให้ Slow Motion หรือให้ภาพเดินเร็วขึ้น เหมือนหนังการ์ตูน นอกจากนี้ยังสามารถที่จะสั่งให้เล่นภาพจากหลังมาหน้าแทนได้ (Reverse video) แยกเสียงออกจากไฟล์ภาพ (Split Audio) การปรับสี (Color Correction) ปรับให้ภาพสว่างขึ้น มืดลง หรือเป็นภาพสีแนว Art แนว Pop ที่ใช้การปรับแบบเลื่อนแถบสไลด์ หากเราต้องการให้ค่าแถบสไลด์กลับมายังค่าเดิมให้ดับเบิลคลิกที่ แถบสไลด์เพื่อกลับคืนค่า (ดังรูปที่ 3)
รูปที่ 3

นำคลิปมาเรียงร้อยบน Timeline

ผมขอเน้นอีกทีนะครับ คำว่าคลิป เหมารวมทั้งไฟล์วิดีโอ ไฟล์เสียง ไฟล์ภาพนิ่ง การเรียงร้อยวิดีโอเป็นเรื่องเป็นราว เรามักจะทำกันในโหมด Timeline ที่อยู่ด้านล่างของจอภาพโปรแกรม ซึ่งปกติจะเป็นโหมด Storyboard ให้เราคลิกที่ปุ่ม Timeline เพื่อสลับโหมด

เมื่อเราเปิดทำงานในโหมด Timeline สังเกตดูนะครับ ลักษณะของ Timeline จะเหมือนกับโปรแกรมตัดต่อค่ายอื่นๆ คือมีหลายแทร็ก (บางท่านเรียกว่าหลายๆ ชั้น) เริ่มจากชั้นบนก่อนนะครับ เป็น Video Track สำหรับนำเอาไฟล์วิดีโอมาวางไว้, Overlay Track สำหรับใส่วิดีโอเหมือนกัน แต่เป็นลักษณะให้ไฟล์วิดีโอแสดงภาพซ้อนทับกันได้กับ Video Track ต่อมาเป็น Title Track สำหรับใส่ไตเติล ข้อความประกอบลงไปในวิดีโอ, Voice Track สำหรับอัดเสียงลงไป และ Music Track สำหรับใส่เสียงเพลงบรรเลงประกอบ
สิ่งหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องใช้กันบ่อยๆ เพื่อดูงานบน Timeline ก็คือการใช้ปุ่ม Zoom ครับ สำหรับให้ย่อ หรือขยายดูงานที่อยู่บน Timeline (ดังรูปที่ 4)

รูปที่ 4

เมื่อเรานำคลิปมาเรียงร้อยกันบน Timeline ที่จอภาพ Preview เมื่อเราสั่ง Play จะกลายเป็นเล่นไฟล์งานที่อยู่บน Timeline แทน สังเกตง่ายๆ ข้อความตรงปุ่ม Play จะเปลี่ยนเป็นตัว Project (ตัวใหญ่กว่า) แทนที่จะเป็น Clip เหมือนกับตอนทริม การเลื่อนไปยังตำแหน่งบน Timeline ไม่ต้องบอกนะครับ เราก็ใช้ตัว Jog Slider ที่อยู่บนไม้บรรทัด Timeline เลื่อนไปมา

เมื่อเราวางคลิปวิดีโอไว้บน Timeline (ดึงไล่เรียงต่อๆ กันตามลำดับได้เลย วางไปแล้วสามารถคลิกเพื่อสลับตำแหน่งก็ยังได้) ลองเลื่อนเมาส์ไปยังต้นคลิป หรือท้ายคลิป เราสามารถที่จะทริมจากตรงนี้ได้เหมือนกัน และถ้าคุณกดปุ่ม Shift ค้างไว้ จากที่เป็นการทริม (ตัวลูกศรเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีขาว) จะกลายเป็นการเปลี่ยน Speed ได้ ถ้าเราดึงคลิปให้ยืดออกไป จะกลายเป็นการทำภาพ Slow Motion และถ้าดึงคลิปให้ย่นเข้ามา จะเป็นการทำเร่ง Speed ภาพ (ดังรูปที่ 5)

รูปที่ 5

ใส่กรอบให้วิดีโอ

จากคำถามที่หลายๆ ท่านเคยถามไถ่มา บอกว่าเห็นในไฟล์วิดีโองานแต่งงานของเพื่อน ทำไมมีกรอบรูปหัวใจแสดงได้ด้วย อยากจะบอกว่า สำหรับ Ulead Video Studio เป็นเรื่องที่ง่ายมาก โดยเฉพาะท่านที่มีแผ่นโปรแกรม Ulead Video Studio 11+ ที่อยู่ในรูปแบบแผ่นซีดี ในแผ่นที่สองมีกรอบรูปแถมมาให้มากมายครับ

  • ตรง Library ให้เลือกไปที่ Decoration -> Frame จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม Load Decoration แล้วก็ไปเลือกกรอบภาพจากแผ่นโปรแกรมแผ่นสองเข้ามา (ดังรูปที่ 6)
รูปที่ 6
  • ที่ Library ในโหมด Frame เราก็ลากกรอบรูปที่ต้องการ มาวางไว้ที่แทร็ก Overlay ปรับหรือลดเวลาในการแสดงกรอบให้เท่ากับตัววิดีโอ หรือจะน้อยกว่าก็ได้ เพราะถ้าคุณอยากจะใส่กรอบหลายๆ รูปแบบก็สามารถนำกรอบตัวอื่นมาวางเรียงต่อกันไปได้เรื่อยๆ ถ้ากรอบแสดงไม่เต็มจอ คุณสามารถคลิกขวาที่ตัวกรอบจากช่อง Preview เลือกคำสั่ง Fit to Screen กรอบก็จะแสดงแบบเต็มจอให้แล้ว (ดังรูปที่ 7)
รูปที่ 7

ตัดต่อโฮมวิดีโอเด็ดๆ ด้วย Adobe Ulead Video Studio 11+ : ตอนที่ 1

ตัดต่อโฮมวิดีโอเด็ดๆ ด้วย Adobe Ulead Video Studio 11+ : ตอนที่ 1
โดย นิพนธ์ กิตติปภัสสร

โฮ มวิดีโอเป็นเรื่องประทับใจสำหรับทุกๆ ท่าน แต่การถ่ายโฮมวิดีโอด้วยกล้องดิจิตอลวิดีโอ อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะมีทั้งในส่วนที่เสีย และส่วนที่ต้องการปะปนกันอยู่ การนำไฟล์วิดีโอมาปะติดปะต่อ ปรับปรุง ตัดต่อ จัดเรียง จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การตัดต่อวิดีโอด้วยเครื่องพี ซีทุกวันนี้ ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องใช้เครื่องแพงๆ ระดับเทพ ราคาหมื่นกว่าๆ ก็สามารถตัดต่อกันได้แล้ว

ขั้นตอนการตัดต่อวิดีโอ

ก่อนอื่น เราควรเข้าใจขั้นตอนการตัดต่อวิดีโอ ว่ามีขั้นตอนเริ่มต้นและจบกันอย่างไร เพื่อให้เราสามารถแยกแยะ จัดเรียงลำดับขั้นตอนการทำงาน การเตรียมไฟล์ต้นฉบับ ฯลฯ ได้อย่างถูกต้อง ขั้นตอนการตัดต่อวิดีโอมีดังในรูปที่ 1 ครับ


รูปที่ 1

เริ่ม จากต้นฉบับวิดีโอ ส่วนใหญ่ก็คือกล้องดิจิตอลวิดีโอ เมื่อถ่ายวิดีโอแล้วเก็บไว้ในอะไร ในปัจจุบันนี้ก็มีเก็บไว้ในม้วนเทป MiniDV, แผ่น ดีวีดี และฮาร์ดดิสก์ ตรงจุดนี้ตอนซื้อกล้องมา ผมว่าทุกท่านรับทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะพนักงานขาย และโบรชัวร์ของกล้องที่เราซื้อมาก็บอกไว้อย่างชัดเจน

ในขั้นตอนที่ 2 เป็นขั้นตอนของการนำเอาโฮมวิดีโอเข้ามาเก็บไว้ในเครื่องพีซี ในกรณีที่ใช้กล้องที่เก็บวิดีโอไว้ในม้วนเทป MiniDV เราเรียกว่า การแคปเจอร์ (Capture) การนำเข้าจะต้องผ่านทางช่อง FireWire บางเครื่องอาจจะมีช่อง FireWire มาให้พร้อม (แต่น้อยมาก) ถ้าไม่มีเราสามารถซื้อการ์ด FireWire มาเสียบติดตั้งเพิ่มเข้าไป ราคาไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อน ไม่เกิน 600 บาท ดังรูปที่ 2


รูปที่ 2

แต่ ถ้าเราใช้กล้องที่เก็บวิดีโอไว้ในแผ่น ดีวีดี หรือในฮาร์ดดิสก์ เราจะเรียกว่าเป็นการถ่ายโอนมากกว่า เพราะวิดีโอเป็นไฟล์อยู่แล้ว เราเพียงแค่ก๊อบปี้มาไว้ในเครื่องพีซีเท่านั้น กล้องที่เก็บวิดีโอไว้ในแผ่นดีวีดี ขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยาก เพียงนำแผ่น ดีวีดี แผ่นนั้นใส่เข้าไปในไดรฟ์ ดีวีดี ที่ติดตั้งอยู่แล้วกับเครื่องพีซี ถ้าเป็นกล้องที่เก็บวิดีโอในฮาร์ดดิสก์ ก็ไม่ยากครับ ใช้การเสียบผ่านสาย USB เข้ากับเครื่องพีซี เครื่องพีซีก็จะเห็นฮาร์ดดิสก์ในตัวกล้องเป็นไดรฟ์ๆ หนึ่ง (เหมือนกับที่เราใช้แฟลชไดรฟ์)

ขั้นตอนที่ 3 เป็นขั้นตอนการทำงานที่เครื่องพีซี ลงมือตัดต่อไฟล์ ไม่ชอบตรงไหน ชอบตรงไหน แต่งเสียง แต่งภาพ ใส่ข้อความ ซึ่งในขั้นตอนนี้ จำเป็นต้องอาศัยโปรแกรมที่ทำงานด้านการตัดต่อวิดีโอเฉพาะ มีให้เลือกหลายตัวครับ แต่ในบทความนี้ ผมแนะนำตัวฮิต คือ Ulead Video Studio 11 Plus

ขั้นตอนที่ 4 เป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากตัดต่อ ปรับแต่ง เสริมแต่งไฟล์วิดีโอจนได้ดั่งใจแล้ว เราจะทำโฮมวิดีโอของเราเป็นอะไรล่ะ เป็นแผ่น VCD, แผ่นดีวีดี สั่งอัดไปยังม้วนเทป MiniDV หรือสั่งให้ออกมาเป็นไฟล์วิดีโอ เพื่อนำไปเล่นกับโปรแกรมในเครื่องพีซี

คุณลักษณะของไฟล์วิดีโอ

ก่อน ที่เราจะไปรู้จักกับมาตรฐานของไฟล์วิดีโอที่มีอยู่มากมาย ให้เลือกใช้กันจนเวียนหัว เรามาดูรายละเอียดในส่วนที่เป็นคุณลักษณะของไฟล์วิดีโอกันก่อนค รับ เพราะไม่ว่าไฟล์วิดีโอนั้นจะใช้มาตรฐานอะไร ก็จะต้องประกอบไปด้วยคุณลักษณะพวกนี้อยู่

  1. Resolution เป็นขนาดการแสดงผลของไฟล์วิดีโอ ที่ใช้สูตรว่า ความละเอียดในแนวนอน X ความละเอียดในแนวตั้ง เช่น ไฟล์วิดีโอมาตรฐาน Vซีดี จะมี Resolution อยู่ที่ 352x288 แต่ถ้าเป็นไฟล์วิดีโอมาตรฐานดีวีดี จะมี Resolution ที่สูงกว่า อยู่ที่ 720X576 ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่า ไฟล์วิดีโอมาตรฐานดีวีดี ให้รายละเอียด และความคมชัดที่ดีกว่าแน่นอน แต่ต้องแลกมากับขนาดของไฟล์ที่ต้องใหญ่โตมากกว่า
  2. Frame rate เป็นจำนวนภาพกี่ภาพที่แสดงภายในหนึ่งวินาที โดยมีอยู่ 2 มาตรฐาน คือ ถ้าใช้กับระบบส่งสัญญาณแบบ PAL (ที่บ้านเราใช้กัน) ค่าของ Frame rate จะอยู่ที่ 25 เฟรมต่อวินาที แต่ถ้าเป็นระบบส่งสัญญาณภาพแบบ NTSC ที่ใช้ในแถวสหรัฐ ญี่ปุ่น จะอยู่ที่ 29.97 เฟรมต่อวินาที โดยที่ระบบส่งสัญญาณแบบ PAL และ NTSC มีผลกับ Resolution ด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าเป็นไฟล์วิดีโอมาตรฐานดีวีดีที่ใช้ระบบ PAL ค่าของ Resolution อยู่ที่ 720X576 แต่พอมาเป็นระบบ NTSC ปั๊บ ค่าของ Resolution จะอยู่ที่ 720X480
  3. Bit rate เป็นหน่วยวัดคุณภาพของวิดีโอ ว่าภายในเวลาหนึ่ง สามารถมีภาพได้กี่ภาพ แน่จริงกว่าแน่ ไฟล์ที่มี Bit rate สูงกว่า ย่อมได้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่าไฟล์ที่มี Bit rate ต่ำกว่า แต่ต้องแลกกับขนาดของไฟล์ที่ใหญ่กว่า
  4. Codec ถ้าพูดกันตามตรง ไฟล์วิดีโอที่ไม่มีการบีบอัดมาเลย ในวิดีโอความยาว 1 ชั่วโมง ใช้เนื้อที่การจัดเก็บถึง 13 กิกะไบต์ ทำให้ไม่มีแผ่นบันทึกไหนบันทึกเพื่อนำไปรับชมนอกสถานที่ได้ นอกเสียจากการรับชมจากตัวฮาร์ดดิสก์ของเครื่องพีซี

ดังนั้นจึง ต้องมีกระบวนการบีบอัด (ตอนสร้างไฟล์) และคลาย (ตอนเล่นไฟล์) ที่ใช้สมการทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้ภาพคุณภาพสูง มีอัตราการสูญเสียคุณภาพให้น้อยมากที่สุด และต้องมีขนาดไฟล์ไม่ใหญ่มาก สามารถนำเอาไฟล์ไปบันทึกในแผ่นบันทึก เช่น ซีดี ดีวีดี ได้

แต่ ต้องบอกก่อนนะครับว่า ในทุกวันนี้มี Codec มากมายที่ใช้กันอยู่ ดังนั้นถ้าไฟล์นั้นถูกเข้ารหัสด้วย Codec ที่ชื่อ DivX ตอนนำไฟล์มาเล่นกับเครื่องเล่น หรือโปรแกรมในเครื่องพีซี เครื่องเล่นและโปรแกรมจะต้องมี Codec ที่ชื่อ DivX เหมือนกัน จึงจะสามารถรับชมภาพและเสียงจากไฟล์วิดีโอนั้นได้

เอาล่ะครับ ผมมีภาพตัวอย่าง การแสดงคุณลักษณะของไฟล์วิดีโอมาให้ดูครับ โดยผมโหลดโปรแกรม KMPLAYER จากเว็บ http://www.kmplayer.com/ แล้วเรียกโปรแกรมนี้ขึ้นมาทำงาน คลิ้กขวาเลือกคำสั่ง Media Info จากนั้นผมลากไฟล์วิดีโอตัวหนึ่งมาใส่ในวินโดวส์ Media Info เห็นไหมครับ มีการบอกรายละเอียดไว้อย่างครบถ้วน ดังรูปที่ 3


รูป 3

รู้จักมาตรฐานของไฟล์วิดีโอยอดนิยม

เอา ล่ะครับ ในเมื่อรู้กันไปแล้วว่า ไฟล์วิดีโอแต่ละไฟล์ต้องมีคุณลักษณะ ที่นี้คุณลักษณะที่ว่าเหล่านั้น ก่อให้เกิดไฟล์วิดีโอในมาตรฐานต่างๆ กัน วิธีหนึ่งสังเกตได้จากส่วนขยายของไฟล์ว่าเป็นไฟล์ในฟอร์แมตไหน เช่น .avi, .mpg เป็นต้น

  • ไฟล์ avi เป็นไฟล์วิดีโอมาตรฐานเก่าแก่ เป็นไฟล์วิดีโอที่มีขนาดไฟล์ใหญ่กว่าชาวบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ ลำพังดูแค่ว่าส่วนขยายไฟล์เป็น .avi ไม่ได้เสียแล้ว เพราะไฟล์ .avi ที่ใช้ Codec ใหม่ๆ ยอดนิยมอย่าง DivX , XviD ก็มีส่วนขยายไฟล์เป็น .avi เหมือนกัน หลายๆ ท่านที่เคยสงสัยว่า ทำไมเป็นไฟล์ .avi ที่เครื่องแล้วไม่เห็นมีภาพ คำตอบก็คือ ไฟล์ .avi ตัวนั้นไม่ใช่ไฟล์ .avi มาตรฐาน แต่เป็นไฟล์ DIVX หรือ XVID นั่นเอง
  • ไฟล์ MPEG (Motion Picture Experts Group) เป็นไฟล์วิดีโอที่ผ่านการบีบอัด ลดทอนคุณภาพ เพื่อให้สามารถนำเอามาเขียนใส่แผ่น ซีดี ถ้านำมาเขียนใส่แผ่น ซีดี เราจะใช้ไฟล์ MPEG ในมาตรฐาน MPEG-1 แต่ถ้าต้องการนำมาเขียนเป็นแผ่น ดีวีดี ต้องใช้ไฟล์ MPEG มาตรฐาน MPEG-2

ในตารางด้านล่างนี้ เป็นมาตรฐานการใช้ไฟล์ฟอร์แมต MPEG เพื่อใช้สำหรับเขียนแผ่นซีดี หรือดีวีดี


ทำแผ่น VCD ทำแผ่น DVD
Resolution สำหรับ PAL 352 x 288 720 x 576
Resolution สำหรับ NTSC 352 x 240 720 x 480
Bit Rate สำหรับภาพ MPEG-1 คงที่ 1.15 Mb/s MPEG-2 แปรผันได้ถึง 9.6 Mb/s
Bit Rate สำหรับเสียง MPEG-1 คงที่ 224 kbps MPEG-2 แปรผันได้ถึง 912 kbps
คุณภาพงานที่ได้ พอใช้ ดี


ไฟล์ มาตรฐาน MPEG ไม่ได้มีแค่ MPEG-1 และ MPEG-2 แต่ที่กำลังฮิตสุดๆ ตอนนี้ คือ MPEG-4 ที่พัฒนาให้มีการบีบอัดที่ดีกว่าเดิม คุณภาพที่ได้ดีที่สุด ขนาดของไฟล์ที่ได้ไม่ใหญ่มาก โดยที่สายพันธุ์ของ MPEG-4 ที่พูดไปก่อนหน้านี้ ก็คือ DivX , XviD เกจิทั้งหลาย มักเรียก DivX ว่าเป็น “the MP3 of video” เป็นการเปรียบมวยว่า ไฟล์เพลง MP3 ที่ขนาดไฟล์น้อยกว่าไฟล์ออดิโอถึง 10 เท่าแต่ให้คุณภาพที่เกือบเท่ากัน DivX ก็เช่นเดียวกัน ถ้าใช้ resolution ที่ 640x480 สามารถเก็บความยาวของวิดีโอได้ถึง 80-90 นาที โดยให้คุณภาพคมชัดเท่ากับดีวีดี และยังให้คุณภาพเสียงที่ดีคือ 48kHz , 96 kBits แบบสเตอริโอ

  • ไฟล์ฟอร์แมต QuickTime จัดว่าเป็นพวก MPEG-4 โดยพัฒนาจากค่าย Apple
  • ไฟล์ฟอร์แมต ReadMedia จัดว่าเป็นพวก MPEG-4 โดยพัฒนาจากค่าย RealMedia
  • ไฟล์ฟอร์แมต WMV จัดว่าเป็นพวก MPEG-4 โดยพัฒนาจากค่ายไมโครซอฟท์ โดยในตอนนี้เป็นการเข้ารหัสโดยใช้ Windows Media 9 Series

การต่อสาย FireWire จากกล้องไปยังการ์ด FireWire

จะ พูดได้ว่าเป็นการลำเอียงตัวโฮมวิดีโอจากกล้องที่ใช้ม้วนเทป MiniDV ในการบันทึก โดยที่เครื่องพีซีจะต้องมีการ์ด FireWire อยู่พร้อมแล้ว จากนั้นเราก็ทำการเสียบสาย FireWire จากช่องที่ตัวกล้องวิดีโอ มาเข้ากับช่องที่การ์ดบนตัวพีซี โดยที่ตัวกล้องให้เปิดการทำงานไปยังโหมดการเล่นวิดีโอ จะทำให้ตัววินโดวส์รู้จักกับตัวกล้องและพร้อมที่จะลำเลียงโฮมวิ ดีโอมาเก็บไว้ที่เครื่องพีซี

สายของ FireWire ด้านที่นำมาเสียบกับช่อง FireWire ที่เครื่องพีซี จะเป็นหัวใหญ่ ส่วนอีกด้านจะเป็นหัวเล็ก ให้นำไปเสียบเข้ากับช่อง FireWire ที่ตัวกล้องวิดีโอ (ดูรูปที่ 2 ประกอบ) หรือบางที่อาจจะเป็นหัวเล็กทั้งสองด้านก็ได้

ผมลืมบอกไปว่า ไฟล์วิดีโอที่ถ่ายด้วยกล้อง MiniDV เราจะต้องเตรียมพื้นที่ในไดรฟ์ โดยเฉลี่ยความยาววิดีโอที่ถ่าย 1 ชั่วโมง จะใช้เนื้อที่ 13 กิกะไบต์ และเราจำเป็นต้องใช้ไดรฟ์ที่ถูกฟอร์แมตให้ใช้ไฟล์ระบบแบบ NTFS ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำให้สามารถเก็บไฟล์ในขนาดที่เกิน 4 กิกะไบต์ ได้ เพราะถ้าใช้ไดรฟ์ที่ใช้ระบบไฟล์แบบ FAT32 จะมีปัญหาไม่สามารถจัดเก็บไฟล์วิดีโอลงไปได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดการจัดเก็บไฟล์เกินกว่า 4 กิกะไบต์ ไม่ได้

Speed up by Disable เร่งเครื่องให้เต็มที่ ด้วยวิธีพอเพียง

Speed up by Disable เร่งเครื่องให้เต็มที่ ด้วยวิธีพอเพียง
ปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้านั้นผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องเคยเจออย่างแน่นอน หรืออาจจะกำลังเจอกันอยู่ หลังจากที่เพิ่งฟอร์แมตเครื่องไปเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาแค่เดือนเ ดียวเท่านั้นเอง ปัญหานี้ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ซะ ด้วย นั่นเพราะว่าวินโดวส์ไม่ดีหรือว่าเราไม่ไม่เข้าใจมันกันแน่นะ?

ความอืดที่แลกมาเพื่อความสะดวก

จริงๆ แล้วระบบปฏิบัติการทุกตัวก็คงไม่ได้แตกต่างกันมากในเรื่องของปร ะสิทธิภาพหรอกครับ เพราะมันก็เป็นซอฟต์แวร์เหมือนๆ กัน มันขึ้นอยู่กับว่าซอฟต์แวร์นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างไร และให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลอะไรบ้างเท่านั้นเอง และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของประสิ ทธิภาพเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการตัวอื่นๆ

ถ้าลองไปถามใครต่อใครว่าระบบปฏิบัติการตัวไหนที่เร็วที่สุด คงไม่มีใครพูดถึงวินโดวส์จริงไหมครับ แล้วถ้าพูดถึงระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่ายและสะดวกที่สุดล่ะ แน่นอนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นวินโดวส์นั่นเอง ดังนั้นจากจุดนี้เองวินโดวส์ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดว กจึงทำให้มันมีการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีการทำงานเพื่อเต รียมความพร้อมให้รองรับการใช้งานด้านต่างๆ กับผู้ใช้ไว้เสมอ ซึ่งบางครั้งก็ต้องยอมรับล่ะครับ ว่าเราก็ไม่ได้ใช้

คุณเคยสังเกตกันบ้างหรือไม่ครับว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุ ณใช้อยู่นั้นสามารถทำงานได้ดีมาก จะทำโน่น ทำนี่ก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ง่ายไปหมด จะติดตั้งโปรแกรม หรือจะใช้งานอุปกรณ์อะไรก็สามารถรองรับได้หมด แล้วคุณคิดว่าความสามารถทั้งหมดจะต้องการโค้ดหรือชุดคำสั่งที่ม ีความสลับซับซ้อนมากเพียงใด และโค้ดคำสั่งเหล่านี้จะต้องใช้การประมวลผลจากซีพียูแค่ไหน

Service ต่างๆ ในวินโดวส์

จริงอยู่ว่าคุณอาจจะไม่ได้ใช้งานฟังก์ชันทั้งหมดที่มันใส่มาในร ะบบ แต่ว่าของอย่างนี้ก็เลือกไม่ได้หรอกครับ คนที่พัฒนาซอฟต์แวร์ก็ต้องออกแบบให้มีความสมดุลและเอื้ออำนวยให ้กับผู้ใช้ทุกๆ กลุ่ม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ภายในเครื่องของเรามีฟังก์ชันการทำงานที่ถ ูกเปิดทิ้งไว้มากมาย โดยที่เราแทบจะไม่เคยได้ใช้ หรือไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่ามีมันอยู่ในระบบด้วย

Service ต่างๆ ที่รันอยู่ในวินโดวส์ ลองเลื่อนแถมลงมาดูน่าจะนับได้ราวๆ ครึ่งร้อย

Service ถือว่าเป็นรูปแบบการทำงานของโปรแกรมภายในวินโดวส์อย่างหนึ่ง โปรแกรมที่อยู่ในกลุ่ม Service นี้จะคอยทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ใช้ในด้านที่มันรับผิดชอบ โดยจะคอยทำงานอยู่เบื้องหลัง จะว่าไปก็เหมือนกับโปรแกรมที่ทำงานในลักษณะ Background นั่นเอง แล้วคุณลองคิดถึงซิครับว่าถ้ามี Service ทำงานอยู่ประมาณ 30 ตัว เครื่องจะช้าลงขนาดไหน ทั้งๆ ที่คุณอาจจะได้ใช้งานมันไม่ถึง 10 ตัวเลยด้วยซ้ำไป

เปิดใช้ Service ให้พอเพียง อย่างเพียงพอ

สมัยนี้เป็นยุคพอเพียงครับ ดังนั้นเราจึงควรจะต้องปิด Service ที่ไม่จำเป็นทิ้ง เพื่อให้คอมพิวเตอร์เอาเวลาที่ต้องไปประมวลผล Service เหล่านี้มาประมวลผลงานที่เราทำจะดีกว่า มาถึงนี้เราจะเข้าไปปิด Service ได้อย่างไร แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าตัวไหนใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง เราจะไปดูพร้อมๆ กันเลยครับ

วิธีในการเข้าไปจัดการกับ Service

สำหรับ Service ในวินโดวส์นั้น คุณสามารถที่จะเข้าไปจัดการมันได้โดยมีวิธีการคือไปที่ปุ่ม Start แล้วเลือกคำสั่ง Run จากนั้นพิมพ์ service.msc ลงไปแล้วกดปุ่ม OK หน้าต่าง Service ก็จะรันขึ้นมาครับ โดยในนั้นจะมี Service มากมายในคุณได้ปรับการทำงาน (Startup Type) โดยจะแบ่งรูปแบบการตั้งค่าดังนี้

  • Automatic ให้เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่คุณเปิดเครื่องและบูตเข้า สู่วินโดวส์
  • Manual ไม่ให้เริ่มทำงานเอง แต่จะสามารถสั่งให้หยุดหรือเริ่มการทำงานได้โดยผู้ใช้เอง หรือโปรแกรมบางตัว
  • Disable เป็นการปิดการทำงานของ Service ไม่ให้เริ่มการทำงาน

โหมด Startup ของ Service มีอยู่ด้วยกันหลัก 3 แบบแล้วแต่รูปแบบการใช้งาน

Service ไหนปิดได้บ้าง

เนื่องจาก Service ของระบบวินโดวส์มีอยู่มากมาย บางตัวเป็น Service ของโปรแกรมต่างๆ ที่เราติดตั้งไว้ และบางตัวก็เป็น Service ของระบบเอง ดังนั้นจึงต้องทราบก่อนว่า Service ไหนเป็นของอะไรและจะต้องใช้งานหรือไม่ จึงค่อยตัดสินใจปิดนะครับ เราไปดูกันเลยดีกว่ามี Service อะไรบ้างที่น่าจะปิดกันได้

ใช้คำสั่ง Run แล้วพิมพ์ service.msc เพื่อเข้าสู่หน้าจอ Service

หน้าจอ Service จะมีรายชื่อของ Service ในเครื่องคุณมากมาย

ดับเบิลคลิกที่ชื่อ Service เพื่อตั้งค่าเกี่ยวกับ Service นั้น

คุณสามารถคลิกขวา แล้วสามารถเลือก Start และ Stop เพื่อเริ่มและหยุดการทำงานของ Service ได้ทันที

WinMag ฉบับที่ 175 กุมภาพันธ์ 2551

Speed UP!! เครื่องแรงได้ แบบไม่เสียตังค์สักบาท!

Speed UP!! เครื่องแรงได้ แบบไม่เสียตังค์สักบาท!
เป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าใครต่างก็อยากให้เครื่องคอมพ์ของตัวเอง ทำงานได้อย่างรวดเร็ว-ราบรื่นไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบสนองการใช้งานในด้านต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการโหลดบิตทอเร้นต์และการด าวน์โหลดไฟล์หรือข้อมูลต่างๆ จากบนเว็บไซต์ ไม่ก็ใช้งานโปรแกรมได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเวลาแต่ละวินาทีนั้นแสนมีค่า จะให้มานั่งทนดาวน์โหลดไฟล์แค่ไม่กี่สิบกี่ร้อยเมกะไบต์กันเป็น วันๆ ก็คงไม่มีใครเล่นด้วยแน่ เพราะไหนๆ เราก็ลงทุนติดตั้งไฮสปีดอินเทอร์เน็ตที่ไวกว่าโมเด็ม 56K เกลอเก่าในอดีต ทั้งยังอัพเกรดเครื่องกันไปแล้วจนกระเป๋าแทบฟีบ

แต่ถึงแบบนั้นก็คงมีอยู่บ้างใช่ไหมครับที่คุณอาจรู้สึกว่าผลที่ ได้รับตอบกลับมานั้นยังไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไรนัก เป็นต้นว่าจู่ๆ วินโดวส์กลับทำงานได้อืดลงเรื่อยๆ จนเปิดดูข้อมูลในโฟลเดอร์ได้ช้ากว่าที่เคยเป็น หรือความเร็วในการสูบไฟล์ทอเร้นต์ตกฮวบลงมาเอาดื้อๆ ซึ่งบางทีก็อาจเป็นปัญหาทางเทคนิคอย่างชุมสายมีปัญหา หรือไม่อย่างนั้นก็อาจเป็นปัญหาที่มาจากวินโดวส์ของคุณเองเข้าก ็ได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเสียหรอกนะครับ) ซึ่งถ้าเป็นปัญหาอย่างหลังนี้ละก็ คอมพิวเตอร์ทูเดย์ฉบับนี้มีวิธีเสริมพลังเด็ดๆ มาแนะนำให้คุณสำหรับพาวเวอร์อัพวินโดวส์เอ็กซ์พี ให้แรงเร็วแบบไร้สะดุดสำหรับการใช้งานโดยเฉพาะเลยครับ

ปรับแต่งวินโดวส์ XP ให้สดใสว่องไวเหมือนใหม่

เมื่อเราใช้งานคอมพิวเตอร์ไปนานๆ เข้าก็คงเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่าการทำงานของมันเริ่มจะอืดขึ้นเร ื่อยๆ ดีไม่ดีคุณจะพบว่ามันอืดกันตั้งแต่ช่วงเปิดเครื่องเพื่อโหลดเข้ าหน้าต่างวินโดวส์กันเลยทีเดียว อันที่จริงแล้วอาการช้าของมันที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นก็มาจากกา รใช้งานอันหนักหน่วงของยูสเซอร์นี่เอง

ไม่ว่าจะเป็นการลงโปรแกรมใหม่ๆ อัดเข้าไปเยอะแยะ การสั่งใช้งานให้โปรแกรมรันบน System Tray แบบเงียบๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว ไฟล์ขยะที่หลงเหลือจากการทำงานหรือการท่องอินเทอร์เน็ต ไม่ก็เปิดเอฟเฟ็กต์บนวินโดวส์ไว้เต็มอัตราศึกโดยไม่จำเป็น ฯลฯ ทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเพียงส่วนย่อยเพียงหยิบมือของสาเหตุที่ท ำให้วินโดวส์ทำงานช้าลง ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่าต้องทำอย่างไรบ้างวินโดวส์ตัวเก ่งของเราจึงจะกลับมาแรงเร็วเหมือนใหม่กันอีกครั้ง

1.เพิ่มพื้นที่ว่าง (ไว้หายใจ) ให้ฮาร์ดดิสก์

สิ่งที่หลายคนลืมนึกถึงกันก็คือเรื่องใกล้ตัวอย่างพื้นที่ของฮา ร์ดดิสก์ครับ ยิ่งมีพื้นที่เหลือไว้มาก การทำงานของวินโดวส์ก็จะไวขึ้นตามไปด้วย อย่าลืมครับว่าวินโดวส์นั้นทำงานร่วมกับฮาร์ดดิสก์หลายอย่าง ทั้งการใช้เป็นพื้นที่หน่วยความจำเสริมชั่วคราว (เมื่อแรมไม่พอ) ใช้เป็นที่จัดเก็บ System Restore สำหรับป้องกันเวลาวินโดวส์มีปัญหา และเรื่องจุกจิกอีกมากมาย ดังนั้นการเคลียร์ขยะและโปรแกรมใช้งานที่ไม่จำเป็นออกไปจากฮาร์ ดดิสก์จะช่วยให้การทำงานของวินโดวส์ไหลลื่นมากขึ้นซึ่งมีอยู่ด้ วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้ครับ

  • ไปยัง Start Menu-> All Programs-> Accessories-> System Tools-> Disk Cleanup เพื่อให้โปรแกรมคำนวณหาค่าพื้นที่ฮาร์ดดิสก์คร่าวๆ ที่คุณจะได้คืนมาจากการลบไฟล์ขยะและโปรแกรมพื้นฐานบนวินโดวส์ที ่ไม่จำเป็นกับคุณ เช่นไฟล์ Temporary หรือขยะใน Recycle Bin โดยสามารถเลือกลบไฟล์และโปรแกรมได้จากหน้าต่าง Disk Cleanup นี้เลย
  • ลบไฟล์ขยะโดยไปที่ Start Menu-> Run พิมพ์ %temp% กดปุ่ม ok จะเห็นว่ามีไฟล์ขยะยั้วเยี้ยไปหมดดังนั้นจัดการลบมันทิ้งไปจากโ ฟลเดอร์นี้ให้เรียบอาวุธซะ (ก่อนลบให้แน่ใจว่าไม่ได้เปิดโปรแกรมอะไรอยู่ด้วยนะครับ)
  • ลบโปรแกรมที่ไม่จำเป็นออกไปจากเครื่องบ้างโดยไปที่ Start Menu-> Control Panel-> Add or Remove Programs แล้วลองตรวจดูว่าคุณมีโปรแกรมไหนบ้างที่ลงไว้แล้วไม่ได้แตะมันเ ลย ลบไปบ้างครับอย่าเสียดายโดยใช่เหตุ (ผมเห็นเพื่อนผมมันลงโปรแกรมดูหนังไว้สองสามตัวแต่เปิดใช้บ่อยแ ค่ตัวเดียว... เพื่ออะไรเนี้ย -*-)
  • ปรับลดพื้นที่ของ System Restore โดยคลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer บนเดสก์ทอปเลือกเมนู Properties-> System Restore จากนั้นคลิ้กที่ปุ่ม Settings เพื่อปรับลดขนาดพื้นที่ซึ่งวินโดวส์จองไว้บนฮาร์ดดิสก์ให้ลดลงม าประมาณที่ 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ (จาก 12 เปอร์เซ็นต์) ความจริงจะปิดการทำงานของมันไปเลยก็ได้เพราะจะได้พื้นที่คืนมาเ ยอะแยะเลย แต่ไม่แนะนำครับ
  • ลบโปรแกรมที่มาพร้อมกับวินโดวส์ XP ออกไป เนื่องจากโปรแกรมที่มากับตัววินโดวส์นั้นจะไม่มีรายการใน Add Remove เพราะถูกซ่อนเอาไว้ ดังนั้นเราต้องไปลากมันออกมาโดยไปที่ Start-> Setting-> Control Panel-> Folder option เลือกแท็บ view แล้วติ้กเลือก show hidden files... เพื่อให้วินโดวส์โชว์ไฟล์ที่ซ่อนไว้
  • จากนั้นไปที่ Start-> Run พิม inf หาไฟล์ sysoc.inf ดับเบิลคลิ้กเปิด notepad แล้วมองหาโปรแกรมที่ต้องการลบ เมื่อเจอให้ลบคำว่า hide ออกไป (เฉพาะโปรแกรมที่ต้องการลบ) เสร็จแล้วจัดการเซฟ สุดท้ายไปที่ Add Remove เพื่อลบมันออกไป
  • ปรับขนาดของถังขยะ Recycle Bin เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน โดยคลิ้กขวาที่ถังขยะ เลือกไป Propoties ปรับตรงเปอร์เซ็นต์ (จากเดิมคือ 20%) ปรับเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ได้ถึง 16 เปอร์เซ็นต์เชียวครับ
  • สุดท้ายเป็นการลบขยะในรีจีสทรีซึ่งเป็นไฟล์ของระบบที่มีการเก็บ ค่าการลงทะเบียนหรือค่าตั้งต้นต่างๆ ของโปรแกรมที่ติดตั้งลงในเครื่อง ในเวลาที่คุณลบโปรแกรมออกไปบางครั้งมันจะยังมีสิ่งหลงเหลือฝากไ ว้ เมื่อผ่านไปนานเข้าจะทำให้รีจีสทรีมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  • ขยะเหล่านั้นจะส่งผลให้เครื่องทำงานช้าลง หากลบออกก็จะช่วยลดเวลาในการอ่านรีจีสทรี ของวินโดวส์ลงด้วย แต่การแก้ไข รีจีสทรีเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับมือใหม่ ถ้าลบผิดไปละก็อาจทำให้ถึงกับบูตเครื่องไม่ติดเลยก็เป็นได้ ดังนั้นทางที่ดีใช้โปรแกรมช่วยจะลดการเสี่ยงได้มากกว่าครับ โดยใช้ Easy Cleaner (http://www.docsdownloads.com/download/EClea2_0.exe) ขนาด 2.81 เมกะไบต์
  • เปิดโปรแกรม Easy Cleaner 2.0 ขึ้นมาแล้วเลือกไอคอนรีจิสทรี จากนั้นคลิ้กปุ่ม Find เพื่อค้นหาขยะในรีจิสทรีที่เหลือติดค้างอยู่แล้วรอโปรแกรมค้นหา สักพัก จากนั้นกดปุ่มลบทิ้งให้หมดเป็นอันเสร็จ

2. สวยน้อยหน่อย เร็วขึ้น (อีก) หน่อย

ถึงแม้ว่าวินโดวส์เอ็กซ์พีจะมีอินเทอร์เฟซและเอฟเฟ็กต์สวยงามสู ้วิสต้าไม่ติดฝุ่น แต่มันก็สามารถทำให้เครื่องคุณอืดได้อยู่ดี (แต่ก็น้อยกว่าวิสต้าละ...) ทว่ามีเอฟเฟ็กต์หลายๆ ตัวที่ดูไม่จำเป็นนักเพราะถ้าไม่สังเกตกันดีๆ ก็แทบมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นเราจะมาปิดมันลง ณ บัดนาว

  • คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer เลือกเมนู Properties-> Advanced ตรงหัวข้อ Performance คลิ้ก Settings ทีนี้สังเกตดูจะเห็นว่ามี 4 หัวข้อหลักสำหรับปรับแต่งเอฟเฟ็กต์ 1. Let Windows choose what's best for my computer การให้วินโดวส์เลือกฟังก์ชันที่เหมาะสมกับเครื่องของคุณเองอัตโ นมัติ 2. Adjust for best appearance สั่งปรับเอฟเฟ็กต์ทั้งหมดแบบสวยเต็มสูบ (แต่อาจทำให้การทำงานช้าลงบ้างสำหรับเครื่องสเปกต่ำ 3. Adjust for best performance เป็นการสั่งปรับให้ลดความสวยลงเพื่อเน้นการทำงานที่รวดเร็ว และ 4. Custom เอาไว้ปรับแต่งเพิ่มลดเอฟเฟ็กต์กันเอาเอง

3. ย้ายหน่วยความจำเสมือน ลดภาระไดร์ฟระบบ

ไดรฟ์ระบบ (ไดรฟ์ที่ลงระบบปฏิบัติการวินโดวส์) จะเป็นไดรฟ์ที่ต้องรับภาระหนักทั้งการเรียกใช้โปรแกรมต่างๆ หรือกระทั่งไฟล์ระบบ อีกทั้งยังต้องเผชิญปัญหาเรื่องข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Fragment) ซึ่งเกิดจากการที่ไดรฟ์มีการอ่านเขียนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าการทำงานจะยิ่งช้าลงเรื่อยๆ หากคุณไม่จัดเรียงข้อมูลให้กับมันบ้าง (Defragment) เพื่อให้สามารถเรียกอ่านข้อมูลได้ไวขึ้น และถ้าจะให้ดีก็ควรย้าย Pagefile (ซึ่งมีการอ่าน-เขียนไฟล์บ่อยๆ) ไปไว้ยังไดรฟ์อื่นที่ไม่ใช่ไดรฟ์ระบบเพื่อเป็นการลดภาระลงและช่ วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

  • คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer เลือกเมนู Properties-> Advanced-> Performance กด Settings ตรงแท็บ Advanced หัวข้อ Vitual Memory เลือกคลิ้กปุ่ม Change เลือกไดรฟ์ C: จากนั้นคลิ้กเลือกที่ No paging file แล้วกดปุ่ม Set เพื่อลบค่าที่ตั้งไว้
  • เลือกไดรฟ์อื่นที่คุณจะใช้จัดเก็บ Pagefile แทน (เช่น D:, E:, F) กดเลือก Custom size ปรับขนาดให้เหมาะสมทั้งค่า Initial size และ Maximum size จากนั้นกดปุ่ม Set เพื่อตั้งใช้ค่าที่ระบุลงไป
  • การตั้งค่า Initial size และ Maximum size ที่เหมาะสมนั้นให้คุณดูจากแรมที่มีในเครื่องของคุณเป็นหลักครับ หากว่ามีแรมน้อยกว่า 512 ให้เอาความจุแรมไปคูณกับ 1.5 เช่น แรม 256 จะเท่ากับ 256*1.5 = 384 ซึ่ง Initial size จะใส่ไป 256 ส่วน Maximum size เป็น 384 ยกเว้นว่าคุณมีแรมมากกว่า 512 อันนี้ให้ใส่ค่าแรมลงไปที่ Initial size ได้เลย ดังในรูปตัวอย่าง เครื่องผมมีแรมอยู่ 2 กิกะไบต์ = 2046 ดังนั้นค่า Maximum size ผมจะบวกเพิ่มไป 1 เท่าคือ 4092 นั่นเอง
  • การจัดเรียงไฟล์จะช่วยให้ระบบทำงานเร็วขึ้น Paging file ก็เหมือนกันครับ แต่ Defragment ของ Windows จะไม่สามารถจัดเรียงไฟล์ Paging file ได้ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีโปรแกรมเฉพาะสำหรับมันโดยเฉพาะ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://download.sysinternals.com/Files/PageDefrag.zip ครับ (ขนาด 70 กิโลไบต์)

การใช้งานนั้นไม่ยากเย็นเลย เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาผมแนะนำให้คุณติ๊กเลือกไว้ที่ Defragment at next boot เพื่อสั่งให้มัน Defragment แบบอัตโนมัติเมื่อบูตเข้าวินโดวส์ครั้งถัดไป


Computer Today ฉบับที่ 323 ปักษ์แรก ธันวาคม 2550