Wednesday, February 25, 2009

แบ็กอัพไฟล์ที่สำคัญของคุณด้วย Windows XP

โดย ปรีชา จินดามณีศิริกุล
WinMag ฉบับที่ 112 พฤศจิกายน 2545

ในโลกของการทำธุรกิจแล้ว การวางแผนจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบนั้นจัดได้ว่าเป็นหัวใจอย่ างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นระบบธรรมาภิบาลของบริษัทนั้นๆ และถ้าใครคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่สำคัญล่ะก็ คุณกำลังคิดผิดถนัด !!










ในโลกของการทำธุรกิจแล้ว การวางแผนจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบนั้นจัดได้ว่าเป็นหัวใจอย่ างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นระบบธรรมาภิบาลของบริษัทนั้นๆ และถ้าใครคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่สำคัญล่ะก็ คุณกำลังคิดผิดถนัด !!

ถ้าจะพูดถึงเรื่องของการทำสำรองไฟล์ข้อมูลสำคัญๆ ให้กับเครื่องพีซีหรือว่าเครื่องเวิร์กสเตชัน ที่ใช้ตามองค์กรบริษัทต่างๆ แล้ว ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามความสำคัญในเรื่องของการทำไฟล์แบ็กอัพในระ ดับของเครื่องพีซีลูกข่าย เพราะเห็นว่าไม่สำคัญ และหันไปเน้นการทำสำรองข้อมูลเฉพาะเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท เสียเป็นสำคัญ มีการติดตั้งระบบไฟล์วอลล์ เพื่อกันคนเข้ามาขโมยข้อมูลอะไรประมาณนี้อีกต่างหาก

เรียกว่าเป็นการให้ความสำคัญกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพราะว่าเป็น ศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนข้อมูลของเครื่องลูกข่ายทั้งหมดในการ ที่จะเข้ามาดึงข้อมูลไปใช้หรือว่านำระบบฐานข้อมูลเข้ามาจัดเก็บ เอาไว้ โดยทั่วไปถ้าเกิดเครื่องลูกข่ายเสียหายขึ้นมา เราก็มักจะทำการฟอร์แมตเครื่อง แล้วติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์เข้าไปใหม่ ก็เท่านั้นเอง เพราะถือว่าเป็นเครื่องพีซีที่ไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก

แต่ทีนี้ เราต้องไม่ลืมว่าเครื่องพีซีลูกข่ายนั้น จริงๆ แล้ว มันยังมีความสำคัญมากไปกว่าการดึงข้อมูลหรือว่าแชร์ข้อมูลกับเค รื่องอื่นๆ เท่านั้น ในองค์กรหนึ่งๆ เรามักจะจัดเครื่องพีซีลูกข่ายแต่ละเครื่องให้มีระดับความสำคัญ ไม่เท่ากัน ก็จะมีทั้งในระดับเครื่องเวิร์กสเตชันสำหรับผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง หรือว่าพนักงานบริษัททั่วไป

แล้วเครื่องพีซีของแต่ละคนนั้น บางทีก็อาจจะมีการทำไฟล์หรือว่าโฟลเดอร์พิเศษจัดเก็บเอาไว้ส่วน ตัว โดยที่ไม่ได้มีการแชร์ไฟล์ให้กับใคร แต่ถ้าเกิดไม่ได้ทำสำรองเอาไว้ วันดีคืนดีเกิดเครื่องใช้งานไม่ได้ขึ้นมา แล้วทีนี้คุณจะทำอย่างไรล่ะ

ทุกวันนี้จะว่าไปแล้ว ก็มีโปรแกรมยูทิลิตี้ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับกับการแก้ปัญหาดังกล่าว อย่างเช่น Win2K's Backup 5.0 เป็นต้น ซึ่งก็เป็นความสามารถในการแบ็กอัพข้อมูลโดยที่ไม่ต้องใช้เทปไดร ฟ์ หรืออุปกรณ์อะไรให้ยุ่งยาก รวมถึงความสามารถในการกำหนดตารางเวลาของการสำรองข้อมูลให้กับคุ ณอย่างสม่ำเสมอได้ทุกวันอย่างที่คุณต้องการได้ด้วย

ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายและก็สะดวกกว่าเสียด้วยซ้ำ คือสำหรับคนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP นั้นคุณสามารถใช้ระบบการ Backup desktop system เข้ามาช่วยในการเก็บงานที่สำคัญๆ ของคุณเอาไว้ได้อย่างไม่อยาก โดยหน้าที่หลักๆ ของฟีเจอร์นี้ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 อย่างด้วยกันคือ

* Backup Jobs
* Scheduling Backup Tasks
* File Restoring และ System Recovery

การเซตค่าใน Backup Jobs

วิธีการเปิดโปรแกรมแบ็กอัพ ให้คลิ้กไปที่ Start
ภาพที่ 1
ภาพที่ 2

เลือกคลิ้กไปยังแทป Backup ทีนี้คุณก็เข้าไปเลือกไฟล์จากโฟลเดอร์ที่อยู่ในไดรฟ์ต่างๆ ในช่องซ้ายมือ เปิดไฟล์ออกมาดู อยากที่จะทำสำรองไฟล์ไหน ก็คลิ้กเช็กถูกตรงช่องด้านหน้าชื่อไฟล์นั้นๆ

ไฟล์สำคัญอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือไปจากเรื่องงานประจำของคุณแล้ว ที่น่าจะทำสำรองเอาไว้ ก็คือพวกไฟล์ System ที่อยู่ในวินโดวส์ เพราะเป็นไฟล์ที่มีโอกาสเสียหายมากที่สุด และเป็นปัญหาหลักๆ เวลาที่เครื่องของคุณบูตเครื่องไม่ได้

พอเลือกไฟล์ที่ต้องการจะแบ็กอัพได้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือการเลือกว่าจะนำไฟล์สำรองนี้ไปเก็บไว้ที่ไหน ตรงช่องด้านล่างของหน้าจอ จะมีตัวช่องตัวเลือกให้คุณกำหนดจุดหมายของการเก็บไฟล์เอาไว้ ให้คลิ้ก Browse ค้นหาไดรฟ์ที่คุณต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อื่นๆ ที่คุณแบ่งพาร์ทิชันเอาไว้ในเครื่องหรือพวกไดรฟ์ประเภทแผ่นดิสก ์ 3.5 นิ้วหรือพวก Zip drive ก็ได้ จากนั้นก็ตั้งชื่อไฟล์ที่ต้องการแบ็กอัพ เสร็จแล้วก็ คลิ้ก Start Backup โปรแกรมจะเริ่มทำการสำรองข้อมูลให้กับคุณพร้อมกับมีรายงานแสดงส ถานะออกมาให้ทราบ (ภาพที่ 3 -6)
ภาพที่ 3
ภาพที่ 4
ภาพที่ 5
ภาพที่ 6

ทีนี้ ถ้าคุณเป็นคนประเภทไม่มีอุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทต้องพกแผ่นดิสก์สำ รองจัดเก็บข้อมูลไปไหนต่อไหนตลอดเวลา เน้นการใช้เครื่องเดสก์ทอปที่ตั้งโต๊ะของคุณเป็นหลัก คุณสามารถเข้าไปยกเลิกการทำสำรองข้อมูลในส่วนของอุปกรณ์ต่อพ่วง อื่นๆ ทำได้โดย

เลือกไปที่ Tools menu
ภาพที่ 7
ภาพที่ 8


เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไฟล์แบ็กอัพของคุณนั้นเกิดพลั้งเผลอไ ปเขียนไฟล์อื่นทับเข้า ในหน้า Backup job information ให้คุณคลิ้กเช็กถูกไปยังตัวเลือก Append this backup to the media จะเป็นการเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยให้กับไฟล์สำรองของคุณได้อี กทางหนึ่ง (ภาพที่ 8)

การกำหนดตารางเวลาสำรองไฟล์ (Scheduling Backup Tasks)

หลังจากที่คุณได้กำหนดไฟล์สำคัญที่ต้องการทำสำรองเอาไว้แล้ว แท็บที่เหลือต่อไปจะเป็นการกำหนดเลือกตารางวันเวลาสำรองข้อมูลท ั้งรายวันและรายเดือน ที่ต้องการให้โปรแกรมทำการสำรองข้อมูลให้กับคุณอย่างสม่ำเสมอ และคุณก็สามารถเข้ามาแก้ไขวันเวลาเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ

คราวนี้ลองให้คลิ้กไปที่ Start Programs
ถ้าคุณดับเบิลคลิ้กไปที่ไฟล์ Add Scheduled Tasks ตรงนี้จะเป็นการให้คุณได้ปรับตารางวันเวลาอัพเดตการแบ็กอัพไฟล์ ให้กับคุณอัตโนมัติ (ภาพที่ 9-10)
ภาพที่ 9
ภาพที่ 10

แล้วถ้าเกิดว่ามีคุณมีโปรแกรมอื่นประเภทที่ต้องการอัพเดตอยู่เป ็นประจำ อย่างในภาพประกอบก็จะเป็นโปรแกรม Liveupdate ของ Norton Utility ในโหมด Net detect ซึ่งถ้าหากว่าเราลองคลิ้กขวาตรงไอคอนดังกล่าว เลือกไปที่ Properties

ตรงแทป Task จะเป็นไดเร็กทอรี ที่เก็บไฟล์ดังกล่าวเอาไว้ ในกรณีที่คุณเกิดต้องการอยากจะสร้างเป็นช็อตคัท เอาไว้เพื่อที่ว่าเวลาต้องการรันโปรแกรมก็สามารถเปิดไฟล์ได้อย่ างง่ายๆ ไม่ต้องรอเวลากำหนดสำหรับการอัพเดตสำรองไฟล์ หรือทีหลังบางทีเกิดลืมว่าคุณติดตั้งไฟล์ของคุณเอาไว้ตรงไหน ไม่ต้องเสียเวลามาค้นหาให้ยุ่งยาก ซึ่งลักษณะนี้เรียกว่าเป็นการทำแบ็กอัพแบบ Manual แก้ไขด้วยมือนั่นเอง

File Restoration และ System Recovery

มาถึงอีกฟีเจอร์หนึ่งที่อยู่ในหมวดของการสำรองข้อมูล คือการนำไฟล์ข้อมูลที่เสียหาย นำกลับมาติดตั้งใหม่เพื่อให้ระบบทำงานได้ตามปกติ

นั่นคือพอคุณรู้ว่าระบบของคุณมีปัญหา คุณก็สามารถนำไฟล์แบ็กอัพที่ทำเอาไว้มาใช้งานได้ เริ่มจากให้รันไฟล์แบ็กอัพ คลิ้กไปที่ Restore tab
ภาพที่ 11
ภาพที่ 12
ตรงด้านล่างจอ จะมีแถบช่องว่างที่เวลาคลิ้กเข้าไปดูจะมีตัวเลือกว่าคุณต้องการ จะติดตั้งไฟล์สำรองนี้กลับเข้าไปไว้ที่เดิม (Original locations) หรือติดตั้งเอาไว้ยังตำแหน่งซิสเต็มที่อื่นๆ (Alternate location) จากนั้นก็คลิ้กปุ่ม Restore (ภาพที่ 13)

เพื่อที่จะให้การทำแบ็กอัพข้อมูล และการกู้ข้อมูลคืนกลับมา (System recovery) ให้เป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ บางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ใหม่ใน ระบบที่คุณต้องการกู้ข้อมูล หลังจากนั้นเวลาที่คุณนำไฟล์ที่สำรองเอาไว้มาติดตั้งใหม่ ก็จะทำให้การทำงานของระบบใหม่ไม่เป็นปัญหา
ภาพที่ 13
ภาพที่ 14
อีกจุดหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ในแทป Restore ที่อยู่ในเมนู Option ยังมีตัวเลือกอีกว่าถ้าไฟล์ติดตั้งใหม่เป็นไฟล์เดียวกันกับที่ม ีอยู่เดิมในเครื่องของคุณ หากว่าคุณต้องการที่จะติดตั้งไฟล์ที่กู้มานี้ทับไฟล์เดิมที่อาจ จะเป็นเวอร์ชันเก่ากว่า ไม่ให้ทับไฟล์เก่าเลย หรือว่าให้เข้าไปทับไฟล์เดิมทุกครั้ง ก็สามารถเข้าไปเลือกเช็กถูกหน้าตัวเลือกที่ต้องการได้ (ภาพที่ 14)

ปิดท้ายเรื่องของการแบ็กอัพไฟล์ในฉบับนี้ ถึงตอนนี้คุณผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่ามีความสำคัญขนาดไหน เวลาที่เราอยู่ดีๆ เกิดมีของสำคัญหายขึ้นมา แน่นอนว่า คุณย่อมเกิดความกระวนกระวายใจ ไม่สบายใจไปตลอด จนกว่าคุณจะหาทางแก้ปัญหาเรื่องยุ่งนี้ลงไปได้

ดังนั้นทางที่ดี ไฟล์สำคัญทุกอย่างทุกประเภท คุณควรที่จะทำสำรองเก็บเอาไว้ในระบบเก็บข้อมูลสำรองทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวอื่นๆ (กรณีที่มีหลายตัว) แผ่นดิสก์เก็บข้อมูล รวมถึงการเขียนข้อมูลสำคัญเก็บเอาไว้ในแผ่น CDR หรือ CDRW ย่อมดีกว่าที่ระบบเสียหายไปแล้ว ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง นี่เป็นอีกประสิทธิภาพหนึ่งของวินโดวส์ XP ที่เราไม่ควรมองข้ามไปอีกเรื่องหนึ่ง



สร้างอัลบั้มรูปบนเน็ตกับ Yahoo.com

โดย สุธีร์ นวกุล
ไปไหนมาไหนใครๆ ก็มักจะถ่ายรูปกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะถ่ายด้วยกล้องถ่ายรูปแบบอัตโนมัติ กล้องดิจิตอล หรือใครมีสตางต์มากหน่อยก็ใช้ Nokia 7650 ถ่ายรูปแล้วส่งผ่านมือถือก็ยังไหว จะชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามต้องการแต่หากใช้บริการที่อวดรูปภาพจ๊ าบๆ ก็ต้องนี่เลย และปิดท้ายด้วย Yahoo! Drive ไดรฟ์พิเศษสำหรับคุณ


ไปไหนมาไหนใครๆ ก็มักจะถ่ายรูปกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะถ่ายด้วยกล้องถ่ายรูปแบบอัตโนมัติ กล้องดิจิตอล หรือใครมีสตางต์มากหน่อยก็ใช้ Nokia 7650 ถ่ายรูปแล้วส่งผ่านมือถือก็ยังไหว จะชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามต้องการแต่หากใช้บริการที่อวดรูปภาพจ๊ าบๆ ก็ต้องนี่เลย และปิดท้ายด้วย Yahoo! Drive ไดรฟ์พิเศษสำหรับคุณ

คราวนี้จะมาแนะนำการใช้บริการ Yahoo! PHOTOS บริการที่ช่วยคุณสร้างอัลบั้มรูปบนอินเทอร์เน็ต ก็ตามประสาคนชอบถ่ายรูป หรือใครมีงานแต่งงาน เลี่ยงรุ่น ออกค่ายอาสา รับปริญญา งานบวชนั่น! ก็ล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่สามารถนำรูปภาพมาเก็บไว้เป็นความทรงจำท ี่ดี และเพื่อระลึกถึงเพื่อนๆ

มาถึงตอนนี้แล้วผู้อ่านคงได้สมัครเป็นสมาชิกที่ yahoo.com กันไปแล้วไม่งั้นเดี๋ยวใช้งานบริการต่างๆ อาจไม่สะดวกหากไม่สมัครสมาชิก เอาล่ะมาเริ่มจัดการกับบริการนี้กันเลย มาดูกันว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง

ขั้นตอนการสร้างอัลบั้มสุด Love

  • เปิดหน้าต่างเว็บบราวเซอร์ๆ ที่ http://www.yahoo.com

  • เมื่อแสดงเพจ Yahoo! ให้ไปคลิ้กเลือกที่ Photos ในส่วนของหัวข้อ Organize (ดังรูปที่1)
    รูปที่ 1 การคลิ้กเข้าใช้งาน Photos
    รูปที่ 2 เพจ Yahoo! Photos
  • จากนั้นจะแสดงเพจ Yahoo! PHOTOS พร้อมแสดงเพจแรกของส่วนนี้เพื่อให้ล็อกอินเข้าใช้งาน

  • ในกรณีนี้เรามีแอ็กเคานต์อยู่แล้วให้ไปคลิ้กที่ Sign In Now!

  • จะแสดงเพจ Welcome to Yahoo! Photos ให้พิมพ์ชื่อและพาสเวิร์ดลงไปในส่วน Existing Yahoo! users ทางด้านขวาของหน้าต่างบราวเซอร์

  • จากนั้นคลิ้กปุ่ม Sign In

  • จากนั้นจะแสดงเพจ Yahoo! Photos เมื่อล็อกอินสำเร็จ (ดังรูปที่2)

    ได้เวลาใส่รูปภาพ

    มาดูขั้นตอนการใส่รูปภาพลงไปใน Yahoo! Photos กันโดยการทำตามขั้นตอนดังนี้...

  • คลิ้กที่รายการ Add Photos ใต้หัวข้อ Photo Albums

  • จากนั้นจะแสดงเพจ Select Album เพื่อให้เลือกอัลบั้มที่ต้องการใส่รูปภาพ ให้ไปคลิ้กเลือกออปชันหน้าอัลบั้มที่ต้องการ (ถ้าเลือก Private จะหมายถึงเปิดอ่านคนเดียว แต่ถ้าต้องการจะให้ผู้อื่นเปิดอ่านไปคลิ้กเลือกออปชัน Photo Album)

  • แล้วไปคลิ้กปุ่ม Select

  • จะแสดงเพจ Add Photos เพื่อเริ่มอัพโหลดไฟล์ โดยทำงานผ่าน Option 1 หรือ Option 2

  • Option 1. Upload Tool จะใช้เครื่องมือเพื่ออัพโหลดไฟล์รูปภาพ ที่มีขนาดใหญ่, เลือกโฟลเดอร์ และพรีวิวรูปก่อนเลือกอัพโหลด ให้ไปคลิ้กที่ลิงก์ Launch Upload Tool

  • รอซักครู่...จะแสดงเพจ ดังรูปที่ 3 โดยในหน้าต่างทางด้านซ้ายจะมีแถบ All Folders แสดงโฟลเดอร์ต่างๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน และทางด้านขวาจะแสดงพรีวิวรูปภาพที่จัดเก็บลงในโฟลเดอร์นั้นๆ
    รูปที่ 3 แสดงแถบ All Folders หากเลือกออปชันที่ 1
    รูปที่ 4 แสดงการโอนย้ายไฟล์
  • ส่วนแถบ All Photos Folder จะแสดงเฉพาะโฟลเดอร์รูปภาพเท่านั้น

  • ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการจัดเรียงรูปภาพตามชื่อ, ขนาด, วันที่ จากส่วน Sort photos by และการวิวในแบบ Thumbnails หรือ Lists

  • หากต้องการรูปภาพใด ก็ไปคลิ้กเลือกรูปภาพที่ต้องการ แล้วไปคลิ้กที่ปุ่ม Upload Photos

  • จากนั้นจะแสดงการโอนย้ายไฟล์, ขนาดไฟล์, ชื่อไฟล์ (ดังรูปที่ 4)

  • จากนั้นจะแสดงไดอะล็อกบ็อกซ์ Upload Complete เพื่อสอบถามว่าต้องการอัพโหลดรูปภาพอื่นๆ อีกหรือไม่ หากไม่ต้องการ ไปคลิ้กปุ่ม No

  • จะกลับมาที่หน้าโฟลเดอร์ที่ใส่รูปพร้อมทั้งแสดงรูปภาพทันที หากนำเมาส์ไปคลิ้กที่รูปก็จะแสดงรูปภาพขนาดใหญ่ทันที

  • ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสั่งพิมพ์และส่งไปผลิตของขวัญได้ทันทีแต่ ต้องมีค่าใช่จ่าย และหากต้องการส่งอีเมล์รูปภาพและส่งเป็นการ์ดไปหาเพื่อนๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน อันนี้ทำได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

  • หากคลิ้กที่ Email Photo จะแสดงเพจให้กรอกขชื่อผู้รับได้ประมาณ 10 ชื่อ และส่วนกรอกข้อความ และสามารถควบคุมการเปิดอ่านไฟล์รูปภาพจากส่วนนี้ แล้วคลิ้กปุ่ม Send Email เป็นอันเรียบร้อย

  • กลับมาหน้าโฟลเดอร์ที่บรรจุรูป ผู้ใช้งานสามารถคลิ้กเลือกรูปแบบได้ 4 รูปแบบคือ Thumbnail, List, Slideshow, FlipAlbum จากส่วน View:

  • ทดลองเลือกในแบบ Slideshow จะพบว่าในส่วนบนจะแสดงปุ่มควบคุมการแสดงรูปภาพและจะเปลี่ยนลำดั บการแสดงรูปภาพโดยอัตโนมัติ สามารถกำหนดความเร็วได้ตามต้องการจากลิสต์บ็อกซ์ Speed: แล้วคลิ้กที่ Back Album เพื่อกลับไปหน้าเดิม

  • หากลองคลิ้กที่ View ในรูปแบบ FlipAlbum จะแสดงลิงก์ไปสู่โปรแกรมแสดงผลรูปภาพที่ต้องมีการเสียค่าบริการ

    แชร์ไฟล์ให้เพื่อน

    รูปที่ 5 เลือกรูปแบบ Theme ตามต้องการ
    ตอนนี้หากอยู่ในโฟลเดอร์อัลบั้มต้องการกลับไปที่หน้าแรกให้คลิ ้กที่ Photos Home เมื่อกลับมาในหน้าแรกของ Yahoo! Photos ให้ไปคลิ้กที่รายการ Share with Friends ที่ทางด้านขวาของบราวเซอร์ แล้วทำดังนี้

  • จากนั้นจะแสดงเพจ Select Album เพื่อให้คลิ้กเลือกออปชันหน้ารายการโฟลเดอร์ที่ต้องการ

  • จากนั้นคลิ้กที่ปุ่ม Select หากตกลง แต่ถ้าต้องการยกเลิกให้ไปคลิ้กที่ปุ่ม Cancel

  • จะแสดงเพจ Edit Album Settings เพื่อให้ผู้ใช้งานได้กำหนดหน้าตารูปแบบของ Theme ตามต้องการโดยการไปคลิ้กเลือกออปชันใต้รูปแบบตัวอย่าง ที่ต้องการ (ดังรูปที่ 5)

  • Tuesday, February 24, 2009

    ทำนามบัตรแบบประหยัดด้วย Microsoft Word

    โดย Ms. Kanittha S. : writer@maildozy.com
    Commart ฉบับที่ 121 ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2545

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะค่ะว่าเราสามารถใช้ Microsoft Word ทำนามบัตรได้ คุณภาพและหน้าตา ก็ไม่แพ้ซอฟต์แวร์ที่ออก แบบมาโดยเฉพาะ บางทีอาจจะดีกว่าซอฟต์แวร์สำหรับทำนามบัตรที่คุณมีอยู่แล้วก็ได ้ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากอะไรมาก หากปกติคุณใช้ Microsoft Word สำหรับพิมพ์งานอยู่แล้ว



    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะค่ะว่าเราสามารถใช้ Microsoft Word ทำนามบัตรได้ คุณภาพและ หน้าตา ก็ไม่แพ้ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ บางทีอาจจะดีกว่าซอฟต์แวร์สำหรับทำนามบัตรที่คุณมีอยู่แล้วก็ได ้ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากอะไรมาก หากปกติคุณใช้ Microsoft Word สำหรับพิมพ์งานอยู่แล้ว
    1. เริ่มด้วยเปิดซอฟต์แวร์ Microsoft Word ขึ้นมาก่อน จากนั้นเราต้องปรับระยะ ขอบทุกๆ ด้านก่อน แนะนำให้ปรับเป็นขนาด 1 นิ้วทุกๆ ด้าน หรือประมาณ 0.5 นิ้วก็ได้ หากคุณต้องการสร้างนามบัตรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (รูปที่ 1) เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับวางนามบัตรที่เราจะสร้างกัน
    รูปที่ 1
    รูปที่ 2


    2. ต่อไปเราจะใช้ Textbox หรือชื่อภาษาไทยว่ากล่องข้อความ ในการสร้างนามบัตรครั้งนี้ ให้คลิ้กที่เมนู Insert เลือก Text box เลือกแบบ Horizontal ซึ่งจะเป็นกล่องข้อความแบบแนวนอน (รูปที่ 2)

    3. เมื่อเราเลือกแล้วจะปรากฏกล่องข้อความขึ้นมา อย่าเพิ่งไปใส่ข้อความ หรือภาพนะค่ะ ให้ ปรับขนาดก่อน โดยคลิ้กขวาที่ขอบของกล่องข้อความ แล้วเลือก Format Text Box (รูปที่ 3)
    รูปที่ 3
    รูปที่ 4


    4. จะปรากฏหน้าต่าง Format Text Box ขึ้นมาให้เราเลือกไปที่หน้าการปรับ Size ให้ใส่ขนาด Height เป็น 2 นิ้ว และ Width เป็น 3.5 นิ้ว ซึ่งขนาดนี้เป็นขนาดมาตรฐานของนามบัตรทั่วๆ ไป ใครอยาก ได้รูปแบบแปลกไม่เหมือนใคร ก็สามารถเลือกปรับขนาดของกล่องข้อความได้จากหน้าต่างนี้ (รูปที่ 4)

    5. เมื่อเราปรับขนาดเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถพิมพ์ข้อความเข้าไปด้านใน หรือว่าจะแทรกรูป ภาพก็ได้ วิธีการก็เหมือนกับการพิมพ์ข้อความปกติในหน้าเอกสาร เราสามารถจัดแต่ง ใส่พื้นหลัง หรือว่าเคลื่อนย้ายภาพ หรือข้อความได้ตามปกติ (รูปที่ 5)
    รูปที่ 5
    รูปที่ 6


    6. ต่อไปเราจะก๊อบปี้กล่องข้อความอันแรก เพื่อสร้างกล่องข้อความอื่นๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งทำให้ เสียเวลาทีละอัน ให้คลิ้กขวาที่กล่องข้อความ แล้วเลือกก๊อบปี้ค่ะ (รูปที่ 6)
    รูปที่ 7
    รูปที่ 8


    7. เมื่อก๊อบปี้แล้วก็ให้ทำการวางลงไป (Paste) จะปรากฏกล่องข้อความซ้อนกัน เราสามารถย้ายได้ ให้ย้ายมาวางด้านข้าง ให้พอดี หากไม่พอดีก็สามารถเลื่อนกล่องข้อความอันแรกได้ (รูปที่ 7)
    รูปที่ 9


    8. หลังจากก๊อบปี้จากนั้นให้นำมาวางลงไป (Paste) แล้ว เราต้องจัดการวางกล่องข้อ ความให้ครบเต็มหน้ากระดาษ A4 ซึ่งเราสามารถก๊อบปี้กล่องข้อความครั้งละ 2 หรือมากกว่านั้นได้ จะได้ช่วยประหยัดเวลา วิธีการก็เพียงกด Shift ค้างไว้ แล้วเอาเมาส์ไปคลิ้กกล่องข้อความที่ 2 หรืออื่นๆ จากนั้นก็ก๊อบปี้แล้วก็วางลงไป (Paste) ปกติ (รูปที่ 8)

    9. จากนั้นก็วางให้เต็มหน้า ซึ่งใน 1 หน้ากระดาษ A4 จะสามารถวางนามบัตรขนาด 3.5 x 2 นิ้วได้จำนวน 10 ใบค่ะ ต่อไปก็สามารถสั่งพิมพ์ได้ทันที ง่ายๆ แบบนี้ แถมยังไม่ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ด้วย ใครอยากทำนามบัตรไว้ แจกเพื่อน หรือว่าจะประยุกต์ไปใช้ในงานอื่นๆ ก็เชิญได้เลยค่ะ (รูปที่ 9)

    ทำอัลบั้มภาพออนไลน์แบบเด็ดๆ ด้วย PhotoShop 7.0

    โดย Ms. Kanittha S. : writer@maildozy.com
    ซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพชื่อดังอย่าง PhotoShop เวอร์ชันใหม่ 7.0 มีฟีเจอร์สำหรับทำอัลบั้มภาพออนไลน์มาให้ด้วย ซึ่งจะสร้างหน้าตาเว็บไซต์ จัดการย่อภาพ และสร้างโฟลเดอร์ต่างๆ ให้เราเบ็ดเสร็จ เพียงแค่เราคลิ้กเลือกภาพที่ต้องการ เท่านี้เราก็จะได้อัลบั้มภาพที่สามารถนำไปออนไลน์ แบ่งคนอื่นๆ ชมได้ทันที



    ซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพชื่อดังอย่าง PhotoShop เวอร์ชันใหม่ 7.0 มีฟีเจอร์สำหรับทำอัลบั้มภาพออนไลน์มาให้ด้วย ซึ่งจะสร้างหน้าตาเว็บไซต์ จัดการย่อภาพ และสร้างโฟลเดอร์ต่างๆ ให้เราเบ็ดเสร็จ เพียงแค่เราคลิ้กเลือกภาพที่ต้องการ เท่านี้เราก็จะได้อัลบั้มภาพที่สามารถนำไปออนไลน์ แบ่งคนอื่นๆ ชมได้ทันที
    รูปที่ 1
    รูปที่ 2




    1. เปิดซอฟต์แวร์ Adobe Photo ขึ้นมาก่อน จากนั้นเลือกเมนู File เข้าไปที่ Automate จะพบว่ามีตัวเลือกสุดท้ายที่ชื่อว่า Web Photo Gallery คลิ้กเลือกได้ทันทีค่ะ (รูปที่ 1)

    2.จะปรากฏหน้าต่าง Web Photo Gallery ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเราจะจัดการตั้งแต่ค่าแรก คือ รูปแบบของหน้าตาเว็บไซต์ จะมีให้เลือกอยู่ใน Styles เมื่อเราเปลี่ยนรูปแบบก็จะมีหน้าต่างแสดงภาพตัวอย่างให้เห็นทาง ด้านขวามือด้วย ต่อไปให้ใส่อีเมล์ และนามสกุลไฟล์ แนะนำว่าควรเป็น .html ค่ะ จากนั้นคลิ้กที่ Browse เพื่อจัดการระบุภาพที่เราต้องการนำมาทำอัลบั้ม (รูปที่ 2)
    รูปที่ 3
    รูปที่ 4

    3.สำหรับภาพที่เราต้องการนำเอามาทำอัลบั้มนั้น จะต้องอยู่ภายในโฟลเดอร์เดียวกัน หรือว่าจะเป็นโฟลเดอร์ที่ซ้อนอยู่ด้านในก็ได้เช่นกัน (รูปที่ 3)

    4.นอกจากจะระบุโฟลเดอร์ของไฟล์ภาพที่จะนำมาทำแล้ว เรายังต้องระบุโฟลเดอร์สำหรับการเก็บไฟล์ที่ทำอัลบั้มเสร็จเรีย บร้อยแล้วอีกด้วย (รูปที่ 4)
    รูปที่ 5
    รูปที่ 6

    5.เมื่อเราเลือกโฟลเดอร์ต่างๆ เสร็จแล้ว ให้ดูต่อทางด้านล่าง ซึ่งจะเป็นการให้เราเลือกปรับออปชันเสริม เช่น การปรับเลือก Banner, Thumbnails รวมถึงการเลือกสีด้วย (รูปที่ 5)

    6.เมื่อเราเลือกค่าต่างๆ เสร็จแล้ว ก็สั่งให้ PhotoShop เริ่มทำงานได้ทันที ซึ่งจะมีหน้าจอแสดงภาพต่างๆ ขึ้นมา มีการย่อภาพ เซฟไฟล์ภาพ ขั้นตอนนี้หากเรามีไฟล์เยอะ ก็จะใช้เวลาค่อนข้างนาน (รูปที่ 6)
    รูปที่ 7
    รูปที่ 8

    7. หน้าตาของเว็บไซต์ในรูปแบบของอัลบั้มภาพ สำหรับผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับ html ก็สามารถแก้ไขโค้ดต่างๆ ให้สวยกว่าเดิมได้ จากภาพจะเห็นว่ามีการแสดงภาพขนาดเล็กในรูปแบบของตาราง พร้อมชื่อไฟล์มาให้ด้วย (รูปที่ 7)

    8. เราสามารถคลิ้กที่ภาพเล็กๆ เพื่อให้แสดงภาพใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังมีการแบ่งเป็นหลายๆ หน้าให้แบบอัตโนมัติอีกด้วย (รูปที่ 8)
    รูปที่ 9


    9. สำหรับโฟลเดอร์ และไฟล์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอัลบั้มภาพ จะประกอบไปด้วย โฟลเดอร์ images มีไว้สำหรับเก็บภาพขนาดปกติสำหรับต้นฉบับ , pages ภายในจะเป็นไฟล์ html เพื่อแสดงหน้าเว็บไซต์ของภาพแต่ละภาพ, thumbnails จะเก็บภาพขนาดเล็กที่แสดงในหน้า index ภาพ นอกจากนี้ยังมีไฟล์ index-xxxx อีกมากมาย ซึ่งเป็นไฟล์หลังที่จะแสดง index ของภาพในแต่ละหน้านั่นเอง สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปใส่ในอินเทอร์เน็ต ต้องทำการอัพโหลดไฟล์ทั้งหมดไปไว้ในเซิรฟ์เวอร์ด้วย หากขาดไฟล์ใดไฟล์หนึ่งอาจจะทำให้การแสดงผลบางส่วนไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะนำไปประยุกต์ใช้สำหรับเก็บภาพไว้ในแผ่นซีดีรอม ที่สามมารถเรียกดูภาพต่างๆ เหล่านี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น (รูปที่ 9)


    Commart ฉบับที่ 121 ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2545

    Saturday, February 21, 2009

    กำจัด "ข้อมูลลับ" ในไฟล์เอกสารออฟฟิศ

    หลาย ท่านอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า เวลาที่คุณสร้างไฟล์เอกสารจากใน Microsoft Word, Exel หรือ PowerPoint มันอาจจะมีการบันทึกข้อมูลบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ (hidden data) เข้าไปในไฟล์ด้วย โดยที่คุณไม่รู้ตัว
    ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่คุณเปิดฟังก์ชันของการติดตามการแก้ไขเปลี่ยนแปลงของเอกสาร (Track Changes) โดยมีผู้สามารถแก้ไขเอกสารนี้ได้หลายคน ตลอดจนคอมเมนต์ (Comments) ต่างๆ ของเพื่อนร่วมงานที่มีต่อไฟล์เอกสารนั้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกซ่อนเก็บไว้ในไฟล์ และสามารถเปิดขึ้นมาดูได้
    ลองนึกถึงปัญหาจริงๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น สมมติคุณกำลังจะส่งไฟล์เอกสารเพื่อสั่งซื้อสินค้าที่มีราคาแพง โดยคุณเริ่มต้นจากราคาตั้ง (ที่ค่อนข้างสูง) จากนั้นส่งไฟล์เอกสารดังกล่าวให้หัวหน้าช่วยพิจารณาแก้ไขราคาซื้อที่เหมาะ สมในเอกสารดังกล่าว เพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อรอง เมื่อไฟล์เอกสารดังกล่าวถูกส่งไปให้กับผู้ขายสินค้า พวกเขาจะสามารถล่วงรู้ราคาต่ำสุดในใจของคุณได้ทันทีจากการเปิดดูข้อมูลที่ ซ่อนไว้ในไฟล์เอกสารนั้นนั่นเอง
    อย่างไรก็ดี ไมโครซอฟท์มีเครื่องมือเพิ่มเติม (Add-in Tool) ที่จะช่วยกำจัดข้อมูลดังกล่าวออกไปจากไฟล์เอกสารชื่อว่า Remove Hidden Data (rhdtool.exe) ซึ่งเพียงแค่สั่งโปรแกรมร่วมกับไฟล์เอกสารก่อนส่งออกไป เพื่อกำจัดข้อมูลลับดังกล่าว คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรีที่ http://snipurl.com/3osw


    ด้านบนคือ ข้อความที่คุณต้องการส่งให้ลูกค้า(เห็น) แต่ถ้าไม่ได้กำจัดข้อมูลลับที่ถูกซ่อนไว้ออกไป ลูกค้าของคุณจะสามารถเปิดดูการแก้ไขในอดีตได้อย่างละเอียดดังรูปข้อความด้าน ล่าง


    ที่มาของข่าว : กองบรรณาธิการเว็บไซต์ ARiP.co.th

    ระวัง!!! ไวรัสแพร่กระจายผ่าน Youtube ปลอม

    หลัง จากที่ Google ได้ประกาศวิธีหาเงินผ่าน YouTube ด้วยการเพิ่มลิงค์จำหน่ายเพลง และเกมผ่านการดาวน์โหลด ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งเตือนผู้ใช้ YouTube ให้ระวังโดนหลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรมอันตรายโดยไม่รู้ตัว โดยกลวิธีที่ใช้ในการหลอกผู้ใช้ในครั้งนี้ทำได้ค่อนข้างแนบเนียนมาก หากผู้ใช้ไม่ทันระวัง!!!

    ทั้งนี้แฮคเกอร์จะใช้วิธีสร้างหน้าเว็บ YouTube ปลอม โดยก็อปปี้หน้าเว็บจริง เพื่อให้ผู้ใช้หลงเข้าใจผิด ก่อนที่จะหลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรมอันตรายไปติดตั้ง สำหรับการกระจายไวรัสด้วยวิธีนี้ ในขั้นแรกผู้ใช้จะถูกหลอกให้คลิกลิงค์จากในอีเมล์ เพื่อเข้าไปยังหน้าเว็บ YouTube ปลอม เมื่อเข้าไปแล้ว ก็จะพบกับข้อความแจ้งเตือนข้อผิดพลาด โดยอ้างว่า วิดีโอที่ต้องการรับชมไม่สามารถเล่นได้ หากไม่ติดตั้งซอฟต์แวร์ตัวใหม่เข้าไปก่อน ซึ่งข้อความผิดพลาดที่แสดงขึ้นมานั้นจะมีลิงค์ที่แฮคเกอร์จัดทำขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้คลิกดาวน์โหลดโปรแกรมอันตรายที่ใช้ในการแพร่กระจายไวรัสนั่น เอง

    ที่แย่กว่านั้นคือ หลังจากผู้ใช้ติดตั้งไวรัสเข้าไปแล้ว บราวเซอร์จะรีเฟรชหน้าจอโดยผู้ใช้อาจจะไม่ทันสังเกต เพื่อเข้าไปยังหน้าเว็บจริงของ YouTube ที่มีคลิปที่ต้องการรับชม ในขณะที่ไวรัสก็เริ่มทำงานตามวัตถุประสงค์ที่แฮคเกอร์ต้องการอยู่เบื้องหลัง Jamz Yaneza นักวิจัยจากบริษัทเทรนด์ ไมโคร กล่าวว่า “ถ้าเขาชอบเข้าไปเยี่ยมชมวิดีโอ Youtube อยู่บ่อยๆ ทั้งวัน เจอมุขนี้เข้าไปก็อาจจะคลิก โดยไม่ทันรู้ตัวได้เช่นกัน”

    อย่างไรก็ตาม การหลอกผู้ใช้ด้วยวิธีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นการหลอกด้วยวิธีที่เรียกว่า “social engineering” ซึ่งใช้ได้ผลมาโดยตลอด โดยไม่ได้เป็ความพยายามเจาะช่องโหว่บน YouTube แต่อย่างใด สำหรับผู้ใช้ หากประสบกับเหตุการณ์ในลักษณะข้างต้น ให้สังเกต URL ในช่องแอดเดรสว่า เป็นของ YouTube หรือไม่? ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป และหากคลิกตามลิงค์ที่หลอกให้ดาวน์โหลดไวรัส บราวเซอร์จะแจ้งเตือนให้ตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งว่า ซอฟต์แวร์ที่จะดาวน์โหลดมานั้น มาจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ หรือไม่? แต่ถ้าหากผู้ใช้ไม่ค่อยสนใจข้อความเตือนเหล่านี้ เผลอคลิก Yes หรือ OK ก็จะตกเป็นเหยื่อของแฮคเกอร์ในที่สุด


    ที่มาของข่าว : กองบรรณาธิการเว็บไซต์ ARiP.co.th